วันอังคารที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

ฟิทช์ประกาศคงอันดับเครดิตแบงก์นครหลวงไทย เผยคุณภาพสินทรัพย์ของธนาคารปรับตัวมีเสถียรภาพมากขึ้น

จัดทำโดย นางสาววรรณดี เมตไตรพันธ์
เลขทะเบียน 4902100325


บริษัท ฟิทซ์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) จำกัด ประกาศคงอันดับเครดิตของธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCIB ดังต่อไปนี้ อันดับเครดิตสกุลเงินต่างประเทศระยะยาว (Long-term foreign currency Issuer Default Rating (IDR)) ที่ ‘BB’ แนวโน้มอันดับเครดิตมีเสถียรภาพ อันดับเครดิตสกุลเงินต่างประเทศระยะสั้น (Short-term foreign currency IDR) ที่ ‘B’ อันดับความแข็งแกร่งทางการเงินของธนาคารที่ ‘D’ อันดับเครดิตสนับสนุนที่ ‘4’ อันดับเครดิตสนับสนุนขั้นต่ำที่ ‘B+’ อันดับเครดิตภายในประเทศ (National Rating) ระยะยาว ที่ ‘A-(tha)’ แนวโน้มอันดับเครดิตมีเสถียรภาพอันดับเครดิตภายในประเทศระยะสั้นที่ ‘F1(tha)’ และอันดับเครดิตภายในประเทศระยะยาวของหุ้นกู้ด้อยสิทธิที่ ‘BBB+(tha)’ อันดับเครดิตของธนาคารสะท้อนถึงเครือข่ายการดำเนินงานของธนาคารและคุณภาพสินทรัพย์ที่ยังคงอ่อนแอ อย่างไรก็ตาม ฟิทซ์ มองว่าคุณภาพสินทรัพย์ของธนาคารได้ปรับตัวมีเสถียรภาพมากขึ้น

ในปี 2552 SCIB มีกำไรสุทธิ 4.2 พันล้านบาทและอัตรากำไรต่อสินทรัพย์ที่ 1% แม้ว่าสภาวะเศรษฐกิจโดยรวมในปี 2552 จะอยู่ในระดับที่อ่อนแอ และการเติบโตของสินเชื่อของธนาคารอยู่ในระดับต่ำ ในปี 2551 SCIB มีกำไรสุทธิ 4.1 พันล้านบาท ปรับตัวดีขึ้นหลังจากที่ธนาคารมีผลการดำเนินงานขาดทุน 2 พันล้านบาทในปี 2550 ทั้งนี้ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการตั้งสำรองหนี้สูญที่ลดลง อัตราส่วนต่างกำไรดอกเบี้ยสุทธิลดลงเล็กน้อยเป็น 3.3% ในปี 2552 จาก 3.4% ในปี 2551 เนื่องจากการเติบโตของสินเชื่อที่ชะลอตัวลง

แม้ว่าที่ผ่านมาจะมีสัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ แต่สภาวะเศรษฐกิจโดยรวมยังคงอยู่ในระดับที่อ่อนแอ และคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อผลการดำเนินงานของธนาคาร นอกจากนี้การเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นในธนาคารที่กำลังจะเกิดขึ้น และการปรับโครงสร้างการดำเนินงานจากการเปลี่ยนแปลงของผู้ถือหุ้น อาจส่งผลต่อการขยายสินเชื่อและผลการดำเนินงานของธนาคารในปี 2553 นอกจากนั้นธนาคารยังคงมีความเสี่ยงของการตั้งสำรองหนี้สูญที่อาจเพิ่มขึ้นอย่างมากในอีก 6-12 เดือนข้างหน้า เนื่องจากคุณภาพสินทรัพย์มีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนแปลงตามหลังสภาวะเศรษฐกิจ

คุณภาพสินทรัพย์ของ SCIB ได้อ่อนแอลงอย่างต่อเนื่องในช่วง 2 - 3 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากก่อนหน้านี้ธนาคารได้มีการขยายสินเชื่อในระดับที่สูงมาก ประกอบกับสภาวะเศรษฐกิจที่ผ่านมาอยู่ในระดับที่อ่อนแอ อย่างไรก็ตามคุณภาพสินทรัพย์ของธนาคารได้ปรับตัวมีเสถียรภาพมากขึ้นในปี 2552 โดยธนาคารมีสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้เพิ่มขึ้นไม่มากนักเป็น 24.8 พันล้านบาท (เพิ่มขึ้น 6% ในงบการการเงินเฉพาะของธนาคาร) ณ สิ้นปี 2552 สำหรับปี 2553 SCIB คาดว่าสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้จะลดลง เนื่องจากการปรับโครงสร้างหนี้ อย่างไรก็ตามธนาคารยังคงมีความเสี่ยงในด้านคุณภาพสินทรัพย์ เนื่องจากธนาคารยังคงมีสินเชื่อจัดชั้นกล่าวถึงเป็นพิเศษอยู่ในระดับสูง (8.9% ของสินเชื่อ ณ สิ้นเดือนกันยายน 2552)

เงินกองทุนของ SCIB อยู่ในระดับที่ค่อนข้างแข็งแกร่ง โดยธนาคารมีอัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 ที่ 10.6% ณ สิ้นเดือนกันยายน 2552 ในขณะที่อัตราส่วนเงินกองทุนรวมของธนาคารปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็น 14.6% เนื่องจากการออกตราสารหนี้ด้อยสิทธิจำนวน 10 พันล้านบาท ในช่วงครึ่งปีแรกปี 2552 ซึ่งส่งผลให้อัตราส่วนเงินกองทุนรวมของธนาคารเพิ่มขึ้นมาอยู่ในระดับใกล้เคียงกันธนาคารพาณิชย์อื่น
แนวโน้มอันดับเครดิตของธนาคารอยู่ในระดับ ‘มีเสถียรภาพ’ เนื่องจากอันดับเครดิตของธนาคารนั้นอยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำแล้ว ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับระดับความแข็งแกร่งของผู้ที่จะเข้ามาถือหุ้นใหม่ หรือความสำคัญของ SCIB ต่อระบบธนาคารพาณิชย์ไทยที่อาจสูงขึ้น หากมีการควบรวมกิจการ ซึ่งปัจจัยดังกล่าวอาจส่งผลให้ระดับการได้รับการสนับสนุนของ SCIB สูงขึ้น และอาจเป็นผลดีต่ออันดับเครดิตระยะยาวและระยะสั้นของธนาคาร อย่างไรก็ตามคุณภาพสินทรัพย์ของธนาคารที่ยังคงอยู่ในระดับที่อ่อนแอ ยังคงเป็นปัจจัยที่จะจำกัดอันดับความแข็งแกร่งทางการเงินของธนาคาร การขายหุ้น SCIB จำนวน 47.6% ของกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินไทย ซึ่งเป็นหน่วยงานหนึ่งของธนาคารแห่งประเทศไทย คาดว่าจะเสร็จสิ้นภายในปี 2553 ซึ่งอาจส่งผลให้มีการทบทวนอันดับเครดิตของธนาคาร กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินไทยได้เข้าถือหุ้นใหญ่ใน SCIB หลังจากเกิดวิกฤตการณ์ทางการเงินในปี 2540 และในปี 2545 SCIB ได้ควบรวมกับธนาคารศรีนคร SCIB เป็นธนาคารที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 7 ของประเทศไทย โดยมีส่วนแบ่งทางการตลาดด้านสินเชื่อ 4% และด้านเงินฝาก 5% ธนาคารยังมีบริษัทในเครือซึ่งดำเนินธุรกิจประกัน ธุรกิจหลักทรัพย์ ธุรกิจจัดการกองทุน และธุรกิจเช่าซื้อ

ที่มา http://news.siamza.com/read/164845/
คำถาม
1.การที่ SCIB มีผลกำไรสุทธิมากขึ้นและปรับตัวดีขึ้นหลังจากที่ธนาคารมีผลการดำเนินงานขาดทุนเป็นผลมาจากอะไร
2.ในปี 2553 SCIB คาดว่าสินเชื่อไม่ก่อให้เกิดรายได้มีแนวโน้มอย่างไร
3.ณ สิ้นเดือนกันยายน 2552 อัตราส่วนเงินกองทุนรวมของธนาคารปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็น 14.6% เนื่องจากสาเหตุอะไร

วันพฤหัสบดีที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

ดร.วรพล จี้รัฐปรับยุทธศาสตร์ฟื้น ศก. ก่อนตกขบวน เร่งดันไทยเป็นเกตเวย์ของภูมิภาคที่มีเศรษฐกิจเติบโตที่สุดในโลก รับกระแสมุ่งตะวันออก
ThaiPR.net -- พฤหัสบดีที่ 11 กุมภาพันธ์ 2553 11:29:31 น.


จัดทำโดย นางสาวสรารัตน์ อัฒจักร เลขทะเบียน 4902100292

“ดร.วรพล โสคติยานุรักษ์” ชี้การแก้ปัญหาเศรษฐกิจไม่ต้องรอการเมืองนิ่ง เผยเศรษฐกิจโลกยังไม่พ้นวิกฤติ จี้รัฐเร่งปรับนโยบายการคลังก่อนหนี้สาธารณะทะลุเพดาน เลือกโครงการที่ทำให้เงินหมุนหลายรอบ หนุนเอกชนและรัฐวิสาหกิจเป็นพระเอกแทนภาครัฐ แนะชิงโอกาสวางยุทธศาสตร์ดันไทยเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์เพื่อนำไทยไปสู่ศูนย์กลางภูมิภาค (เกตเวย์) ที่มีเศรษฐกิจเติบโตที่สุดในโลก สู่ประชากรกว่า 3 พันล้านคน รองรับทิศทางมุ่งตะวันออก (Go East) หลังจากเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาและยุโรปตกต่ำ ชูลดภาษีเงินได้นิติบุคคลให้กับทุกธุรกิจ แล้วทยอยลดการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีของ BOI
ดร.วรพล โสคติยานุรักษ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจ จากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) และอดีตรองประธานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กล่าวถึงทิศทางเศรษฐกิจไทยในภาวะการเมืองอึมครึมว่า ถึงแม้ปัจจัยการเมืองจะมีส่วนชี้ชะตาเศรษฐกิจ เพราะมีผลต่อการกำหนดและผลักดันนโยบายด้านเศรษฐกิจ แต่การจะรอให้การเมืองนิ่งก่อนแล้วจึงจะมาแก้ปัญหาเศรษฐกิจนั้นย่อมไม่ใช่แนวทางที่ถูกต้อง ทุกคนอยากให้การเมืองนิ่ง แต่การแก้ปัญหาเศรษฐกิจก็ต้องทำควบคู่กันไปด้วย
สำหรับปัญหาเศรษฐกิจที่เป็นความเสี่ยงสำคัญของประเทศขณะนี้ก็คือ ปัญหาทางด้านการคลัง ซึ่งมีผลมาจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่รัฐต้องกู้เงินจำนวนมากมาลงทุน และการตั้งงบประมาณปี 2554 ที่ขาดดุลงบประมาณถึง 4.2 แสนล้านบาท จะทำให้ภาระหนี้สาธารณะขยับขึ้นแตะ 60% ของจีดีพี อันจะกระทบต่อความเชื่อมั่นของประเทศ โดยเฉพาะหากเศรษฐกิจโลกไม่ฟื้นตัวตามคาด ดังนั้น รัฐบาลจะต้องกำหนดยุทธศาสตร์ของประเทศ ต้องลงทุนให้คุ้มค่า สอดคล้องตามยุทธศาตร์ และต้องไม่ก่อหนี้เพิ่ม และจะต้องคุมรายจ่ายอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะอย่างยิ่งสวัสดิการต่างๆ และนโยบายประชานิยม นอกจากนี้ รัฐบาลจะต้องลดบทบาทของภาครัฐในการกระตุ้นเศรษฐกิจ และหันมาขับเคลื่อนผ่านภาคเอกชนและรัฐวิสาหกิจให้มากขึ้น
“การควบคุมรายจ่ายทางหนึ่งที่จะมีผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวมก็คือ การปรับโครงสร้างงบประมาณ ซึ่งปัจจุบันมีสัดส่วนของงบรายจ่ายประจำสูงถึง 78.7% (ประมาณ 1.63 ล้านล้านบาท) ซึ่งคิดเป็นจำนวนเท่ากับรายรับที่คาดว่าจะเก็บได้ทั้งปีงบประมาณ และเป็นงบลงทุนเพียง 16.4% ทั้งนี้ ควรจะปรับลดรายจ่ายประจำลงปีละ 2% และจัดสัดส่วนของงบลงทุนให้ได้ในระดับไม่ต่ำกว่า 25% นอกจากนี้ กรณีปัญหามาบตาพุด ก็ต้องทำให้มีความชัดเจนโดยเร็วที่สุด เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับภาคเอกชนที่มาลงทุน อีกทั้งควรเร่งปรับปรุงและสร้างความชัดเจนของกฎหมายเพื่อหนุนการลงทุนภาคเอกชน และส่งเสริมให้ภาคเอกชนลงทุนในโครงการของรัฐมากขึ้น” ดร.วรพลกล่าว
ทั้งนี้ หากมองดูในระดับโลก จะเห็นว่ายังไม่เห็นสัญญาณการฟื้นตัวที่แข็งแกร่งมั่งคงเพียงพอ โดยเฉพาะความวิตกกังวลล่าสุดเกี่ยวกับเศรษฐกิจในยุโรป ที่หลายประเทศได้ใช้มาตรการทางการคลังกระตุ้นเศรษฐกิจ ส่งผลให้หนี้สาธารณะสูงขึ้น จนอาจจะทำให้หลายประเทศในสหภาพยุโรป (อียู) ต้องเผชิญวิกฤติเศรษฐกิจครั้งใหม่ โดยต้องติดตามดูอย่างใกล้ชิดและจับตาดูสัญญาณจากบริษัทจัดอันดับเครดิต (เครดิตเรตติ้ง เอเจนซี่) ว่าจะปรับลดความน่าเชื่อถือประเทศใดอีก
อย่างไรก็ตาม ปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกาและยุโรป ก็เป็นโอกาสของประเทศในแถบเอเชีย ดังนั้น รัฐบาลจึงควรกำหนดยุทธศาสตร์ของประเทศให้สอดคล้องกับทิศทางดังกล่าว ซึ่งในฐานะที่ประเทศไทยได้เปรียบในเชิงภูมิศาสตร์ ที่ตั้งอยู่ศูนย์กลางของเอเชีย ที่มีประชากรมากกว่าครึ่งหนึ่งของโลกหรือกว่า 3 พันล้านคน ในจีน 1.4 พันล้านคน อินเดีย 1.1 พันล้านคนและเอเชียอาคเนย์ที่เหลือ ไทยจึงควรวางยุทธศาสตร์ในการเป็นศูนย์กลางแห่งภูมิภาค (เกตเวย์) เพื่อให้ไทยเป็นประตูสู่ประชากรกลุ่มนี้ เช่น ยุทธศาสตร์ให้ไทยเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์แห่งภูมิภาค หรือ International Logistics Hub , ศูนย์กลางท่องเที่ยวเดินทางของภูมิภาค เป็นต้น ซึ่งจะทำให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนในประเทศไทยเพื่อใช้เป็นฐานผลิตและฐานส่งออกสินค้าไปยังประเทศต่างๆ ในทวีปเอเชียมากขึ้น
“การจะเป็นศูนย์กลางหรือเกตเวย์ได้ จะต้องเร่งลงทุนพัฒนาเครือข่ายด้านการขนส่งให้ครอบคลุมทั่วประเทศและเชื่อมต่อไปยังประเทศเพื่อนบ้าน รวมทั้งสร้างแรงจูงใจด้านภาษีให้กับผู้ลงทุน เพื่อให้เกิดความสามารถในการแข่งขันกับประเทศในภูมิภาคนี้ เป็นการรองรับกระแสมุ่งตะวันออก (Go East) ซึ่งเป็นผลจากภาวะเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาและยุโรปที่ตกต่ำลง ด้วยการทยอยปรับลดภาษีเงินได้นิติบุคคลลง เพื่อให้สิทธิประโยชน์กับทุกธุรกิจ ทุกอุตสาหกรรม แทนที่จะส่งเสริมการลงทุนด้วยสิทธิประโยชน์ทางภาษีผ่านสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ซึ่งจะมีข้อจำกัดในอนาคต ด้วยข้อตกลงทางการค้า และขอฝากว่าหากเราวางยุทธศาสตร์ของประเทศไม่เหมาะสมในช่วงนี้ เราก็จะสูญเสียโอกาสนี้ไปเลย” ดร.วรพลกล่าว
ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจ ยังกล่าวอีกว่า นับจากนี้ไป การใช้จ่ายเงินของรัฐจะต้องให้เกิดประโยชน์อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ไม่รั่วไหล และต้องเป็นการลงทุนที่มียุทธศาสตร์ จึงจะยกระดับความสามารถของประเทศขึ้นได้ ดังนั้น การเลือกโครงการลงทุนจะมีความสำคัญมาก โดยต้องก่อให้เกิดการหมุนของเงินได้หลายรอบ สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของประเทศ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันให้กับธุรกิจไทย และมีขีดความสามารถมากขึ้นในการทำธุรกิจข้ามชาติ ซึ่งหากมีการลดภาษีเงินได้นิติบุคคลลง จะเกิดการนำเงินมาลงทุนต่อเนื่อง การจ้างงานพัฒนาทักษะและความสามารถของประชาชนไทย และสร้างรายได้ให้กับประชาชนมากขึ้น อีกทั้งดึงเม็ดเงินลงทุนของนักลงทุนต่างชาติให้เข้ามาลงทุนในไทยมากขึ้น ภาษีที่จะเก็บเข้ารัฐโดยรวมจะเพิ่มขึ้น เพราะรัฐจะมีรายได้จากภาษีและรายได้ในรูปแบบอื่นมากขึ้น
เผยแพร่ข้อมูลโดย บริษัท มาสเตอร์ มายด์ คอมมิวนิเคชั่นส์ จำกัด : พิภพ ฆ้องวง (ท๊อป)
โทร. 02-2487967-8 ต่อ 118โทรสาร. 02-248-7969,
E-mail address : c_mastermind@hotmail.com

คำถาม

1. การควบคุมรายจ่ายจะมีผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวมอย่างไร

2. การเป็นศูนย์กลางหรือเกตเวย์ได้จะต้องเร่งลงทุนและพัฒนาด้านใดบ้าง

3. ปัญหาเศรษฐกิจที่เป็นความเสี่ยงสำคัญขณะนี้ คือ