จัดทำโดย นางสาววรรณดี เมตไตรพันธ์
เลขทะเบียน 4902100325
บริษัท ฟิทซ์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) จำกัด ประกาศคงอันดับเครดิตของธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCIB ดังต่อไปนี้ อันดับเครดิตสกุลเงินต่างประเทศระยะยาว (Long-term foreign currency Issuer Default Rating (IDR)) ที่ ‘BB’ แนวโน้มอันดับเครดิตมีเสถียรภาพ อันดับเครดิตสกุลเงินต่างประเทศระยะสั้น (Short-term foreign currency IDR) ที่ ‘B’ อันดับความแข็งแกร่งทางการเงินของธนาคารที่ ‘D’ อันดับเครดิตสนับสนุนที่ ‘4’ อันดับเครดิตสนับสนุนขั้นต่ำที่ ‘B+’ อันดับเครดิตภายในประเทศ (National Rating) ระยะยาว ที่ ‘A-(tha)’ แนวโน้มอันดับเครดิตมีเสถียรภาพอันดับเครดิตภายในประเทศระยะสั้นที่ ‘F1(tha)’ และอันดับเครดิตภายในประเทศระยะยาวของหุ้นกู้ด้อยสิทธิที่ ‘BBB+(tha)’ อันดับเครดิตของธนาคารสะท้อนถึงเครือข่ายการดำเนินงานของธนาคารและคุณภาพสินทรัพย์ที่ยังคงอ่อนแอ อย่างไรก็ตาม ฟิทซ์ มองว่าคุณภาพสินทรัพย์ของธนาคารได้ปรับตัวมีเสถียรภาพมากขึ้น
ในปี 2552 SCIB มีกำไรสุทธิ 4.2 พันล้านบาทและอัตรากำไรต่อสินทรัพย์ที่ 1% แม้ว่าสภาวะเศรษฐกิจโดยรวมในปี 2552 จะอยู่ในระดับที่อ่อนแอ และการเติบโตของสินเชื่อของธนาคารอยู่ในระดับต่ำ ในปี 2551 SCIB มีกำไรสุทธิ 4.1 พันล้านบาท ปรับตัวดีขึ้นหลังจากที่ธนาคารมีผลการดำเนินงานขาดทุน 2 พันล้านบาทในปี 2550 ทั้งนี้ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการตั้งสำรองหนี้สูญที่ลดลง อัตราส่วนต่างกำไรดอกเบี้ยสุทธิลดลงเล็กน้อยเป็น 3.3% ในปี 2552 จาก 3.4% ในปี 2551 เนื่องจากการเติบโตของสินเชื่อที่ชะลอตัวลง
แม้ว่าที่ผ่านมาจะมีสัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ แต่สภาวะเศรษฐกิจโดยรวมยังคงอยู่ในระดับที่อ่อนแอ และคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อผลการดำเนินงานของธนาคาร นอกจากนี้การเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นในธนาคารที่กำลังจะเกิดขึ้น และการปรับโครงสร้างการดำเนินงานจากการเปลี่ยนแปลงของผู้ถือหุ้น อาจส่งผลต่อการขยายสินเชื่อและผลการดำเนินงานของธนาคารในปี 2553 นอกจากนั้นธนาคารยังคงมีความเสี่ยงของการตั้งสำรองหนี้สูญที่อาจเพิ่มขึ้นอย่างมากในอีก 6-12 เดือนข้างหน้า เนื่องจากคุณภาพสินทรัพย์มีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนแปลงตามหลังสภาวะเศรษฐกิจ
คุณภาพสินทรัพย์ของ SCIB ได้อ่อนแอลงอย่างต่อเนื่องในช่วง 2 - 3 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากก่อนหน้านี้ธนาคารได้มีการขยายสินเชื่อในระดับที่สูงมาก ประกอบกับสภาวะเศรษฐกิจที่ผ่านมาอยู่ในระดับที่อ่อนแอ อย่างไรก็ตามคุณภาพสินทรัพย์ของธนาคารได้ปรับตัวมีเสถียรภาพมากขึ้นในปี 2552 โดยธนาคารมีสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้เพิ่มขึ้นไม่มากนักเป็น 24.8 พันล้านบาท (เพิ่มขึ้น 6% ในงบการการเงินเฉพาะของธนาคาร) ณ สิ้นปี 2552 สำหรับปี 2553 SCIB คาดว่าสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้จะลดลง เนื่องจากการปรับโครงสร้างหนี้ อย่างไรก็ตามธนาคารยังคงมีความเสี่ยงในด้านคุณภาพสินทรัพย์ เนื่องจากธนาคารยังคงมีสินเชื่อจัดชั้นกล่าวถึงเป็นพิเศษอยู่ในระดับสูง (8.9% ของสินเชื่อ ณ สิ้นเดือนกันยายน 2552)
เงินกองทุนของ SCIB อยู่ในระดับที่ค่อนข้างแข็งแกร่ง โดยธนาคารมีอัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 ที่ 10.6% ณ สิ้นเดือนกันยายน 2552 ในขณะที่อัตราส่วนเงินกองทุนรวมของธนาคารปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็น 14.6% เนื่องจากการออกตราสารหนี้ด้อยสิทธิจำนวน 10 พันล้านบาท ในช่วงครึ่งปีแรกปี 2552 ซึ่งส่งผลให้อัตราส่วนเงินกองทุนรวมของธนาคารเพิ่มขึ้นมาอยู่ในระดับใกล้เคียงกันธนาคารพาณิชย์อื่น
แนวโน้มอันดับเครดิตของธนาคารอยู่ในระดับ ‘มีเสถียรภาพ’ เนื่องจากอันดับเครดิตของธนาคารนั้นอยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำแล้ว ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับระดับความแข็งแกร่งของผู้ที่จะเข้ามาถือหุ้นใหม่ หรือความสำคัญของ SCIB ต่อระบบธนาคารพาณิชย์ไทยที่อาจสูงขึ้น หากมีการควบรวมกิจการ ซึ่งปัจจัยดังกล่าวอาจส่งผลให้ระดับการได้รับการสนับสนุนของ SCIB สูงขึ้น และอาจเป็นผลดีต่ออันดับเครดิตระยะยาวและระยะสั้นของธนาคาร อย่างไรก็ตามคุณภาพสินทรัพย์ของธนาคารที่ยังคงอยู่ในระดับที่อ่อนแอ ยังคงเป็นปัจจัยที่จะจำกัดอันดับความแข็งแกร่งทางการเงินของธนาคาร การขายหุ้น SCIB จำนวน 47.6% ของกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินไทย ซึ่งเป็นหน่วยงานหนึ่งของธนาคารแห่งประเทศไทย คาดว่าจะเสร็จสิ้นภายในปี 2553 ซึ่งอาจส่งผลให้มีการทบทวนอันดับเครดิตของธนาคาร กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินไทยได้เข้าถือหุ้นใหญ่ใน SCIB หลังจากเกิดวิกฤตการณ์ทางการเงินในปี 2540 และในปี 2545 SCIB ได้ควบรวมกับธนาคารศรีนคร SCIB เป็นธนาคารที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 7 ของประเทศไทย โดยมีส่วนแบ่งทางการตลาดด้านสินเชื่อ 4% และด้านเงินฝาก 5% ธนาคารยังมีบริษัทในเครือซึ่งดำเนินธุรกิจประกัน ธุรกิจหลักทรัพย์ ธุรกิจจัดการกองทุน และธุรกิจเช่าซื้อ
ที่มา http://news.siamza.com/read/164845/
คำถาม
1.การที่ SCIB มีผลกำไรสุทธิมากขึ้นและปรับตัวดีขึ้นหลังจากที่ธนาคารมีผลการดำเนินงานขาดทุนเป็นผลมาจากอะไร
2.ในปี 2553 SCIB คาดว่าสินเชื่อไม่ก่อให้เกิดรายได้มีแนวโน้มอย่างไร
3.ณ สิ้นเดือนกันยายน 2552 อัตราส่วนเงินกองทุนรวมของธนาคารปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็น 14.6% เนื่องจากสาเหตุอะไร
วันอังคารที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
วันพฤหัสบดีที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
ดร.วรพล จี้รัฐปรับยุทธศาสตร์ฟื้น ศก. ก่อนตกขบวน เร่งดันไทยเป็นเกตเวย์ของภูมิภาคที่มีเศรษฐกิจเติบโตที่สุดในโลก รับกระแสมุ่งตะวันออก
ThaiPR.net -- พฤหัสบดีที่ 11 กุมภาพันธ์ 2553 11:29:31 น.
จัดทำโดย นางสาวสรารัตน์ อัฒจักร เลขทะเบียน 4902100292
ThaiPR.net -- พฤหัสบดีที่ 11 กุมภาพันธ์ 2553 11:29:31 น.
จัดทำโดย นางสาวสรารัตน์ อัฒจักร เลขทะเบียน 4902100292
“ดร.วรพล โสคติยานุรักษ์” ชี้การแก้ปัญหาเศรษฐกิจไม่ต้องรอการเมืองนิ่ง เผยเศรษฐกิจโลกยังไม่พ้นวิกฤติ จี้รัฐเร่งปรับนโยบายการคลังก่อนหนี้สาธารณะทะลุเพดาน เลือกโครงการที่ทำให้เงินหมุนหลายรอบ หนุนเอกชนและรัฐวิสาหกิจเป็นพระเอกแทนภาครัฐ แนะชิงโอกาสวางยุทธศาสตร์ดันไทยเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์เพื่อนำไทยไปสู่ศูนย์กลางภูมิภาค (เกตเวย์) ที่มีเศรษฐกิจเติบโตที่สุดในโลก สู่ประชากรกว่า 3 พันล้านคน รองรับทิศทางมุ่งตะวันออก (Go East) หลังจากเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาและยุโรปตกต่ำ ชูลดภาษีเงินได้นิติบุคคลให้กับทุกธุรกิจ แล้วทยอยลดการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีของ BOI
ดร.วรพล โสคติยานุรักษ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจ จากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) และอดีตรองประธานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กล่าวถึงทิศทางเศรษฐกิจไทยในภาวะการเมืองอึมครึมว่า ถึงแม้ปัจจัยการเมืองจะมีส่วนชี้ชะตาเศรษฐกิจ เพราะมีผลต่อการกำหนดและผลักดันนโยบายด้านเศรษฐกิจ แต่การจะรอให้การเมืองนิ่งก่อนแล้วจึงจะมาแก้ปัญหาเศรษฐกิจนั้นย่อมไม่ใช่แนวทางที่ถูกต้อง ทุกคนอยากให้การเมืองนิ่ง แต่การแก้ปัญหาเศรษฐกิจก็ต้องทำควบคู่กันไปด้วย
สำหรับปัญหาเศรษฐกิจที่เป็นความเสี่ยงสำคัญของประเทศขณะนี้ก็คือ ปัญหาทางด้านการคลัง ซึ่งมีผลมาจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่รัฐต้องกู้เงินจำนวนมากมาลงทุน และการตั้งงบประมาณปี 2554 ที่ขาดดุลงบประมาณถึง 4.2 แสนล้านบาท จะทำให้ภาระหนี้สาธารณะขยับขึ้นแตะ 60% ของจีดีพี อันจะกระทบต่อความเชื่อมั่นของประเทศ โดยเฉพาะหากเศรษฐกิจโลกไม่ฟื้นตัวตามคาด ดังนั้น รัฐบาลจะต้องกำหนดยุทธศาสตร์ของประเทศ ต้องลงทุนให้คุ้มค่า สอดคล้องตามยุทธศาตร์ และต้องไม่ก่อหนี้เพิ่ม และจะต้องคุมรายจ่ายอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะอย่างยิ่งสวัสดิการต่างๆ และนโยบายประชานิยม นอกจากนี้ รัฐบาลจะต้องลดบทบาทของภาครัฐในการกระตุ้นเศรษฐกิจ และหันมาขับเคลื่อนผ่านภาคเอกชนและรัฐวิสาหกิจให้มากขึ้น
“การควบคุมรายจ่ายทางหนึ่งที่จะมีผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวมก็คือ การปรับโครงสร้างงบประมาณ ซึ่งปัจจุบันมีสัดส่วนของงบรายจ่ายประจำสูงถึง 78.7% (ประมาณ 1.63 ล้านล้านบาท) ซึ่งคิดเป็นจำนวนเท่ากับรายรับที่คาดว่าจะเก็บได้ทั้งปีงบประมาณ และเป็นงบลงทุนเพียง 16.4% ทั้งนี้ ควรจะปรับลดรายจ่ายประจำลงปีละ 2% และจัดสัดส่วนของงบลงทุนให้ได้ในระดับไม่ต่ำกว่า 25% นอกจากนี้ กรณีปัญหามาบตาพุด ก็ต้องทำให้มีความชัดเจนโดยเร็วที่สุด เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับภาคเอกชนที่มาลงทุน อีกทั้งควรเร่งปรับปรุงและสร้างความชัดเจนของกฎหมายเพื่อหนุนการลงทุนภาคเอกชน และส่งเสริมให้ภาคเอกชนลงทุนในโครงการของรัฐมากขึ้น” ดร.วรพลกล่าว
ทั้งนี้ หากมองดูในระดับโลก จะเห็นว่ายังไม่เห็นสัญญาณการฟื้นตัวที่แข็งแกร่งมั่งคงเพียงพอ โดยเฉพาะความวิตกกังวลล่าสุดเกี่ยวกับเศรษฐกิจในยุโรป ที่หลายประเทศได้ใช้มาตรการทางการคลังกระตุ้นเศรษฐกิจ ส่งผลให้หนี้สาธารณะสูงขึ้น จนอาจจะทำให้หลายประเทศในสหภาพยุโรป (อียู) ต้องเผชิญวิกฤติเศรษฐกิจครั้งใหม่ โดยต้องติดตามดูอย่างใกล้ชิดและจับตาดูสัญญาณจากบริษัทจัดอันดับเครดิต (เครดิตเรตติ้ง เอเจนซี่) ว่าจะปรับลดความน่าเชื่อถือประเทศใดอีก
อย่างไรก็ตาม ปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกาและยุโรป ก็เป็นโอกาสของประเทศในแถบเอเชีย ดังนั้น รัฐบาลจึงควรกำหนดยุทธศาสตร์ของประเทศให้สอดคล้องกับทิศทางดังกล่าว ซึ่งในฐานะที่ประเทศไทยได้เปรียบในเชิงภูมิศาสตร์ ที่ตั้งอยู่ศูนย์กลางของเอเชีย ที่มีประชากรมากกว่าครึ่งหนึ่งของโลกหรือกว่า 3 พันล้านคน ในจีน 1.4 พันล้านคน อินเดีย 1.1 พันล้านคนและเอเชียอาคเนย์ที่เหลือ ไทยจึงควรวางยุทธศาสตร์ในการเป็นศูนย์กลางแห่งภูมิภาค (เกตเวย์) เพื่อให้ไทยเป็นประตูสู่ประชากรกลุ่มนี้ เช่น ยุทธศาสตร์ให้ไทยเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์แห่งภูมิภาค หรือ International Logistics Hub , ศูนย์กลางท่องเที่ยวเดินทางของภูมิภาค เป็นต้น ซึ่งจะทำให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนในประเทศไทยเพื่อใช้เป็นฐานผลิตและฐานส่งออกสินค้าไปยังประเทศต่างๆ ในทวีปเอเชียมากขึ้น
“การจะเป็นศูนย์กลางหรือเกตเวย์ได้ จะต้องเร่งลงทุนพัฒนาเครือข่ายด้านการขนส่งให้ครอบคลุมทั่วประเทศและเชื่อมต่อไปยังประเทศเพื่อนบ้าน รวมทั้งสร้างแรงจูงใจด้านภาษีให้กับผู้ลงทุน เพื่อให้เกิดความสามารถในการแข่งขันกับประเทศในภูมิภาคนี้ เป็นการรองรับกระแสมุ่งตะวันออก (Go East) ซึ่งเป็นผลจากภาวะเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาและยุโรปที่ตกต่ำลง ด้วยการทยอยปรับลดภาษีเงินได้นิติบุคคลลง เพื่อให้สิทธิประโยชน์กับทุกธุรกิจ ทุกอุตสาหกรรม แทนที่จะส่งเสริมการลงทุนด้วยสิทธิประโยชน์ทางภาษีผ่านสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ซึ่งจะมีข้อจำกัดในอนาคต ด้วยข้อตกลงทางการค้า และขอฝากว่าหากเราวางยุทธศาสตร์ของประเทศไม่เหมาะสมในช่วงนี้ เราก็จะสูญเสียโอกาสนี้ไปเลย” ดร.วรพลกล่าว
ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจ ยังกล่าวอีกว่า นับจากนี้ไป การใช้จ่ายเงินของรัฐจะต้องให้เกิดประโยชน์อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ไม่รั่วไหล และต้องเป็นการลงทุนที่มียุทธศาสตร์ จึงจะยกระดับความสามารถของประเทศขึ้นได้ ดังนั้น การเลือกโครงการลงทุนจะมีความสำคัญมาก โดยต้องก่อให้เกิดการหมุนของเงินได้หลายรอบ สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของประเทศ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันให้กับธุรกิจไทย และมีขีดความสามารถมากขึ้นในการทำธุรกิจข้ามชาติ ซึ่งหากมีการลดภาษีเงินได้นิติบุคคลลง จะเกิดการนำเงินมาลงทุนต่อเนื่อง การจ้างงานพัฒนาทักษะและความสามารถของประชาชนไทย และสร้างรายได้ให้กับประชาชนมากขึ้น อีกทั้งดึงเม็ดเงินลงทุนของนักลงทุนต่างชาติให้เข้ามาลงทุนในไทยมากขึ้น ภาษีที่จะเก็บเข้ารัฐโดยรวมจะเพิ่มขึ้น เพราะรัฐจะมีรายได้จากภาษีและรายได้ในรูปแบบอื่นมากขึ้น
ดร.วรพล โสคติยานุรักษ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจ จากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) และอดีตรองประธานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กล่าวถึงทิศทางเศรษฐกิจไทยในภาวะการเมืองอึมครึมว่า ถึงแม้ปัจจัยการเมืองจะมีส่วนชี้ชะตาเศรษฐกิจ เพราะมีผลต่อการกำหนดและผลักดันนโยบายด้านเศรษฐกิจ แต่การจะรอให้การเมืองนิ่งก่อนแล้วจึงจะมาแก้ปัญหาเศรษฐกิจนั้นย่อมไม่ใช่แนวทางที่ถูกต้อง ทุกคนอยากให้การเมืองนิ่ง แต่การแก้ปัญหาเศรษฐกิจก็ต้องทำควบคู่กันไปด้วย
สำหรับปัญหาเศรษฐกิจที่เป็นความเสี่ยงสำคัญของประเทศขณะนี้ก็คือ ปัญหาทางด้านการคลัง ซึ่งมีผลมาจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่รัฐต้องกู้เงินจำนวนมากมาลงทุน และการตั้งงบประมาณปี 2554 ที่ขาดดุลงบประมาณถึง 4.2 แสนล้านบาท จะทำให้ภาระหนี้สาธารณะขยับขึ้นแตะ 60% ของจีดีพี อันจะกระทบต่อความเชื่อมั่นของประเทศ โดยเฉพาะหากเศรษฐกิจโลกไม่ฟื้นตัวตามคาด ดังนั้น รัฐบาลจะต้องกำหนดยุทธศาสตร์ของประเทศ ต้องลงทุนให้คุ้มค่า สอดคล้องตามยุทธศาตร์ และต้องไม่ก่อหนี้เพิ่ม และจะต้องคุมรายจ่ายอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะอย่างยิ่งสวัสดิการต่างๆ และนโยบายประชานิยม นอกจากนี้ รัฐบาลจะต้องลดบทบาทของภาครัฐในการกระตุ้นเศรษฐกิจ และหันมาขับเคลื่อนผ่านภาคเอกชนและรัฐวิสาหกิจให้มากขึ้น
“การควบคุมรายจ่ายทางหนึ่งที่จะมีผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวมก็คือ การปรับโครงสร้างงบประมาณ ซึ่งปัจจุบันมีสัดส่วนของงบรายจ่ายประจำสูงถึง 78.7% (ประมาณ 1.63 ล้านล้านบาท) ซึ่งคิดเป็นจำนวนเท่ากับรายรับที่คาดว่าจะเก็บได้ทั้งปีงบประมาณ และเป็นงบลงทุนเพียง 16.4% ทั้งนี้ ควรจะปรับลดรายจ่ายประจำลงปีละ 2% และจัดสัดส่วนของงบลงทุนให้ได้ในระดับไม่ต่ำกว่า 25% นอกจากนี้ กรณีปัญหามาบตาพุด ก็ต้องทำให้มีความชัดเจนโดยเร็วที่สุด เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับภาคเอกชนที่มาลงทุน อีกทั้งควรเร่งปรับปรุงและสร้างความชัดเจนของกฎหมายเพื่อหนุนการลงทุนภาคเอกชน และส่งเสริมให้ภาคเอกชนลงทุนในโครงการของรัฐมากขึ้น” ดร.วรพลกล่าว
ทั้งนี้ หากมองดูในระดับโลก จะเห็นว่ายังไม่เห็นสัญญาณการฟื้นตัวที่แข็งแกร่งมั่งคงเพียงพอ โดยเฉพาะความวิตกกังวลล่าสุดเกี่ยวกับเศรษฐกิจในยุโรป ที่หลายประเทศได้ใช้มาตรการทางการคลังกระตุ้นเศรษฐกิจ ส่งผลให้หนี้สาธารณะสูงขึ้น จนอาจจะทำให้หลายประเทศในสหภาพยุโรป (อียู) ต้องเผชิญวิกฤติเศรษฐกิจครั้งใหม่ โดยต้องติดตามดูอย่างใกล้ชิดและจับตาดูสัญญาณจากบริษัทจัดอันดับเครดิต (เครดิตเรตติ้ง เอเจนซี่) ว่าจะปรับลดความน่าเชื่อถือประเทศใดอีก
อย่างไรก็ตาม ปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกาและยุโรป ก็เป็นโอกาสของประเทศในแถบเอเชีย ดังนั้น รัฐบาลจึงควรกำหนดยุทธศาสตร์ของประเทศให้สอดคล้องกับทิศทางดังกล่าว ซึ่งในฐานะที่ประเทศไทยได้เปรียบในเชิงภูมิศาสตร์ ที่ตั้งอยู่ศูนย์กลางของเอเชีย ที่มีประชากรมากกว่าครึ่งหนึ่งของโลกหรือกว่า 3 พันล้านคน ในจีน 1.4 พันล้านคน อินเดีย 1.1 พันล้านคนและเอเชียอาคเนย์ที่เหลือ ไทยจึงควรวางยุทธศาสตร์ในการเป็นศูนย์กลางแห่งภูมิภาค (เกตเวย์) เพื่อให้ไทยเป็นประตูสู่ประชากรกลุ่มนี้ เช่น ยุทธศาสตร์ให้ไทยเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์แห่งภูมิภาค หรือ International Logistics Hub , ศูนย์กลางท่องเที่ยวเดินทางของภูมิภาค เป็นต้น ซึ่งจะทำให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนในประเทศไทยเพื่อใช้เป็นฐานผลิตและฐานส่งออกสินค้าไปยังประเทศต่างๆ ในทวีปเอเชียมากขึ้น
“การจะเป็นศูนย์กลางหรือเกตเวย์ได้ จะต้องเร่งลงทุนพัฒนาเครือข่ายด้านการขนส่งให้ครอบคลุมทั่วประเทศและเชื่อมต่อไปยังประเทศเพื่อนบ้าน รวมทั้งสร้างแรงจูงใจด้านภาษีให้กับผู้ลงทุน เพื่อให้เกิดความสามารถในการแข่งขันกับประเทศในภูมิภาคนี้ เป็นการรองรับกระแสมุ่งตะวันออก (Go East) ซึ่งเป็นผลจากภาวะเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาและยุโรปที่ตกต่ำลง ด้วยการทยอยปรับลดภาษีเงินได้นิติบุคคลลง เพื่อให้สิทธิประโยชน์กับทุกธุรกิจ ทุกอุตสาหกรรม แทนที่จะส่งเสริมการลงทุนด้วยสิทธิประโยชน์ทางภาษีผ่านสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ซึ่งจะมีข้อจำกัดในอนาคต ด้วยข้อตกลงทางการค้า และขอฝากว่าหากเราวางยุทธศาสตร์ของประเทศไม่เหมาะสมในช่วงนี้ เราก็จะสูญเสียโอกาสนี้ไปเลย” ดร.วรพลกล่าว
ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจ ยังกล่าวอีกว่า นับจากนี้ไป การใช้จ่ายเงินของรัฐจะต้องให้เกิดประโยชน์อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ไม่รั่วไหล และต้องเป็นการลงทุนที่มียุทธศาสตร์ จึงจะยกระดับความสามารถของประเทศขึ้นได้ ดังนั้น การเลือกโครงการลงทุนจะมีความสำคัญมาก โดยต้องก่อให้เกิดการหมุนของเงินได้หลายรอบ สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของประเทศ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันให้กับธุรกิจไทย และมีขีดความสามารถมากขึ้นในการทำธุรกิจข้ามชาติ ซึ่งหากมีการลดภาษีเงินได้นิติบุคคลลง จะเกิดการนำเงินมาลงทุนต่อเนื่อง การจ้างงานพัฒนาทักษะและความสามารถของประชาชนไทย และสร้างรายได้ให้กับประชาชนมากขึ้น อีกทั้งดึงเม็ดเงินลงทุนของนักลงทุนต่างชาติให้เข้ามาลงทุนในไทยมากขึ้น ภาษีที่จะเก็บเข้ารัฐโดยรวมจะเพิ่มขึ้น เพราะรัฐจะมีรายได้จากภาษีและรายได้ในรูปแบบอื่นมากขึ้น
เผยแพร่ข้อมูลโดย บริษัท มาสเตอร์ มายด์ คอมมิวนิเคชั่นส์ จำกัด : พิภพ ฆ้องวง (ท๊อป)
โทร. 02-2487967-8 ต่อ 118โทรสาร. 02-248-7969,
E-mail address : c_mastermind@hotmail.com
โทร. 02-2487967-8 ต่อ 118โทรสาร. 02-248-7969,
E-mail address : c_mastermind@hotmail.com
คำถาม
1. การควบคุมรายจ่ายจะมีผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวมอย่างไร
2. การเป็นศูนย์กลางหรือเกตเวย์ได้จะต้องเร่งลงทุนและพัฒนาด้านใดบ้าง
3. ปัญหาเศรษฐกิจที่เป็นความเสี่ยงสำคัญขณะนี้ คือ
วันเสาร์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2553
ตลาดหุ้นไทยทรุด-ค่าเงินบาทผันผวนหนัก
หวั่นปัญหาการเมืองภายในประเทศ-ห่วงเศรษฐกิจจีนมีปัญหา "ภัทรียา"ชี้แค่แรงขายทำกำไรระยะสั้น
นางสาว วีณา ประชาธิรัตน์ เลขทะเบียน 4902100295
บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นวานนี้ (23ม.ค.) ดัชนีหุ้นผันผวนอย่างหนัก โดยในช่วงเช้าของการซื้อขายดัชนีหุ้นลงไปต่ำสุดที่ระดับ 705.69 จุด แต่หลังจากที่กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)มีมติจะไม่นำกลุ่มผู้ชุมนุมเคลื่อนไหวชุมนุมที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ปรากฏว่าในช่วงบ่ายดัชนีหุ้นกระเตื้องขึ้น และปิดตลาดที่ระดับ 714.10 จุดลดลง 4.89 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 2.2 หมื่นล้านบาท
หุ้นที่มีมูลค่าการซื้อขายหนาแน่นสุดคือหุ้นบริษัทบ้านปู ปิดที่ 574 บาท ลดลง 16 บาท มูลค่าซื้อขาย 2.1 พันล้านบาท หุ้นปตท.ปิดที่ 229 บาทลดลง 2 บาท มูลค่าซื้อขาย 1.65 พันล้านบาท หุ้นปตท.อะโรเมติกส์และการกลั่น ปิดที่ 25.25 บาท ลดลง 0.25 บาท มูลค่าซื้อขาย 1.59 พันล้านบาท หุ้นปตท.สผ.ปิดที่ 137 บาทลดลง 3 บาท มูลค่าซื้อขาย 1.52 พันล้านบาท
นางภัทรียา เบญจพลชัย กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่า การที่ดัชนีหุ้นปรับลดลงในช่วงหนี้ สาเหตุหลักมาจากปัจจัยภายนอก กรณีจีนออกมาตรการคุมเข้มการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน เพื่อชะลอความร้อนแรงของเศรษฐกิจภายในประเทศ ส่งผลให้ตลาดหุ้นจีนและภูมิภาคปรับตัวลดลง จากความกังวลของนักลงทุน
ประกอบกับตลาดหุ้นไทยและตลาดหุ้นภูมิภาคปรับตัวขึ้นมามากในช่วง 1 เดือนครึ่งที่ผ่านมา โดยเดือนธ.ค.2552 ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับขึ้นมา 6.6% และในช่วง 1 ม.ค.-15 ม.ค. 2553 ปรับตัวขึ้นมา 1.6% รวมแล้วปรับตัวขึ้นมา 8.2% แล้ว ช่วงเดือนครึ่งเป็นการปรับขึ้นต่อเนื่อง จึงมีการปรับฐาน มีแรงขายออกมาเพื่อทำกำไรของนักลงทุนส่วนปัจจัยการเมืองในประเทศ อาจมีผลกระทบเชิงจิตวิทยาที่ทำให้นักลงทุนมีความกังวลบ้าง แต่ชั่งน้ำหนักแล้วปัจจัยนอกมีน้ำหนักมากกว่าภายในประเทศ
"ช่วง 1 เดือนครึ่งตลาด STABLE มาตลอด ไม่ผันผวนเลย ช่วงนี้อาจปรับตัวลงไปบ้าง ปัจจัยสำคัญมาจากจีนคุมสินเชื่อ ส่วนการเมืองบางวันก็เป็นข่าวการเมืองในบ้านเรา แต่เป็นเรื่องจิตวิทยา เพราะภูมิภาคก็ปรับตัวทิศทางเดียวกัน"นางภัทรียากล่าว
นางภัทรียา กล่าวอีกว่า ภาพรวมการลงทุนตลาดหุ้นปีนี้ยังมีความผันผวน แม้แนวโน้มเศรษฐกิจโลก เศรษฐกิจสหรัฐฯหรือภูมิภาค ฟื้นตัวขึ้น แต่ระหว่างทางยังมีความผันผวน และตั้งแต่วันที่ 1-21 ม.ค.2553 ต่างชาติขายหุ้นออกมาแล้ว 2.9 พันล้านบาท
"สิ่งที่เห็นว่าจะเป็นจุดดีอย่างหนึ่งคือ ผลกำไรกลุ่มแบงก์ที่ออกมาดีขึ้น สถาบันการเงินยังเข้มแข็ง ทำให้เห็นว่าตลาดหุ้นไทยยังมีพื้นฐานที่ดี โดยผลประกอบการปี 2552 ของกลุ่มแบงก์ที่ประกาศออกมาเป็นกลุ่มแรกพบว่ามีกำไร 9.1 หมื่นล้านบาท สูงขึ้น 10% จากผลประกอบการปี 2551 ที่มีกำไร 8.2 หมื่นล้านบาท"
ด้านบทวิเคราะห์ บล.บัวหลวง ระบุว่า สถานการณ์ทางการเมืองกรณีการใช้อาวุธ M79 ยิงตึกที่ทำการกองทัพบก แม้ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ และในที่สุดเรื่องอาจเงียบหายไป แต่การเกิดเรื่องในช่วงเวลานี้จนกระทั่งไปถึงเดือนก.พ. ซึ่งเป็นช่วงที่จะมีการพิจารณาคดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านบาท จึงเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงสถานการณ์น่าเป็นห่วง เพราะมีความรุนแรงมากกว่าแค่การชุนนุม กรณีดังกล่าวประเมินว่าจะส่งผลให้นักลงทุนต่างชาติชะลอการลงทุนในไทยได้ เพื่อรอดูความชัดเจนทางการเมืองอีกครั้ง
ขณะที่ค่าเงินบาทในช่วงเช้าวานนี้ อ่อนค่าสุดของวันที่ 32.99-33.03 บาทต่อดอลลาร์ ก่อนที่จะแข็งค่าขึ้นในช่วงท้ายตลาด โดยมาอยู่ที่ 32.98 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งเป็นการแข็งขึ้นตามค่าเงินของยูโรและค่าเงินเยน
"วานนี้เงินบาทอ่อนค่าในช่วงแรก ตามเงินเอเชีย เมื่อเทียบกับดอลลาร์ แต่ก็กลับมาแข็งค่าขึ้นในช่วงบ่าย หลังจากเงินยูโรแข็งค่าขึ้น"นักค้าเงินกล่าว
ที่มา:http://www.bangkokbiznews.com/
คำถาม
1.ดัชนีหุ้นที่ปรับลดลงมีสาเหตมาจากอะไร
2.จากบทความนี้หุ้นที่มีการซื้อขายการลงทุนอย่างหนาแน่นที่สุดคือหุ้นตัวใด
3.ตลาดหุ้นไทย มีผลประกอบการไปในทิศทางใด และกลุ่มใดเป็นผู้ประกาศเป็นกลุ่มแรก
วันศุกร์ที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2553
การถดถอยของเศรษฐกิจสหรัฐฯ จบแล้ว...แต่เฟดยังคุมเชิง อย่างใกล้ชิด
จัดทำโดย...นางสาววรัญญา จับแก้ว เลขทะเบียน 4902100321
ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม เป็นต้นมา ตัวเลขชี้นำทางเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาหลายตัว อาทิเช่น ตัวเลขการขออนุญาตสร้างบ้าน ราคาหุ้น คำสั่งซื้อของผู้ผลิต ตัวเลขการว่างงานที่เริ่มทรงตัว คำสั่งซื้อสินค้าทุน เป็นต้น เริ่มส่งสัญญาณการปรับตัวดีขึ้น ซึ่งทำให้ผู้ลงทุนเริ่มอุ่นใจขึ้นบ้างว่าการถดถอยทางเศรษฐกิจของโลกในครั้งนี้ได้ถึงจุดต่ำสุดแล้ว จากการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์มองว่าในไตรมาสสามของปีนี้ อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจของสหรัฐฯ จะปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็นครั้งแรก โดยเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.5 เมื่อเทียบกับไตรมาสที่สองของปีนี้ และในไตรมาสสุดท้ายของปีก็จะปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องอีกร้อยละ 1.7 เช่นกัน แต่จากการที่เศรษฐกิจของสหรัฐฯ ปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงในไตรมาสแรกของปี ทำให้หากพิจารณาทั้งปีนี้แล้วอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของมหาอำนาจของโลกยังติดลบอยู่ในระดับที่สูงถึงร้อยละ 2.5 อย่างไรก็ดี มีการคาดกันว่าในปีหน้าคือปี 2553 ตัวเลขการขยายตัวทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ จะกลับมาเป็นบวกทั้งปี โดยจะปรับตัวเพิ่มขึ้น ร้อยละ 2.2 ซึ่งถือว่าสูงกว่าประเทศพัฒนาแล้วในแถบยุโรป ซึ่งรวมทั้งอังกฤษ และญี่ปุ่น แต่ทั้งนี้ ในปีหน้า อัตราการว่างงานของสหรัฐฯ อาจจะยังสูงกว่าปัจจุบันเล็กน้อย คือร้อยละ 9.7 ในขณะที่อัตราเงินเฟ้อจะทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ ประมาณร้อยละ 1.7 ซึ่งจากการที่เศรษฐกิจของประเทศยังอยู่ในช่วงของการเริ่มฟื้นตัว จึงมีความเป็นไปได้สูงที่ธนาคารกลางของสหรัฐ ฯ หรือ เฟด จะยังพยายามคงอัตราดอกเบี้ย discount rate ในระดับเดิมคือที่ร้อยละ 0.25 อย่างไรก็ดี ตลาดพันธบัตรก็ได้ตอบรับการคาดการณ์ทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ดังจะเห็นได้จากการปรับตัวเพิ่มขึ้นของพันธบัตรระยะยาวที่เพิ่มขึ้นเร็วกว่าพันธบัตรระยะสั้นทำให้เส้นอัตราผลตอบแทนของพันธบัตรมีความชันมากขึ้น โดยจะเห็นได้จากการปรับตัวเพิ่มขึ้นของพันธบัตรอายุ 10 ปี ที่เพิ่มขึ้นจากอัตราร้อยละ 3 ต่อปี ณ สิ้นเดือนเมษายน มาเป็นร้อยละ 3.6 ต่อปี ในขณะนี้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าผู้ลงทุนในตลาดเริ่มมองว่าดอกเบี้ยอาจจะมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ในอนาคต เมื่อเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวนั่นเอง แม้ว่าเฟด จะพยายามส่งสัญญาณให้ผู้ลงทุนระวังเรื่องการฟื้นตัว ว่ายังเป็นช่วงเริ่มต้น ซึ่งอาจจะดูเปราะบาง ก็ตาม สำหรับผู้ลงทุนในหุ้นแล้ว หากพิจารณาจากบทเรียนของการปรับตัวเพิ่มขึ้นของตลาดหุ้นทั่วโลก โดยเฉพาะตลาดหุ้นในประเทศเกิดใหม่ และตลาดหุ้นเอเชียแปซิฟิค ซึ่งมีการปรับตัวของราคาหุ้นเพิ่มสูงขึ้นไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 ภายในระยะเวลาเพียง 6 -7 เดือน ก็น่าจะลองพิจารณาการลงทุนในหุ้นของสหรัฐฯ ไว้บ้าง เพราะจริงอยู่ว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจของยักษ์ใหญ่ประเทศนี้ แม้เพิ่งจะเริ่มต้นและมีความเสี่ยงรออยู่ข้างหน้าก็ตาม แต่หากการฟื้นตัวต่อเนื่องไปข้างหน้าราคาหุ้นของบริษัทในสหรัฐฯ ก็น่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ อย่างรวดเร็วไม่แพ้ใคร ทั้งนี้ปัจจัยสนับสนุนถึงความน่าสนใจของการลงทุนในหุ้นของสหรัฐ ฯ ได้แก่ หนึ่ง เพราะตั้งแต่ต้นปีมาราคาหุ้นของสหรัฐฯ ปรับตัวเพิ่มขึ้นน้อยมากเพราะนักลงทุนยังไม่วางใจนั่นเอง ดังนั้นจากการคาดการณ์ถึงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่เริ่มดีขึ้นในไตรมาสที่สามและสี่ของปีนี้ แล้วก็น่าจะเป็นจังหวะที่ดีในการลงทุน สอง แต่หากพิจารณาถึงมูลค่าหุ้นของสหรัฐฯ โดยดูจาก PE ratio ของตลาด ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ 13.6 เท่า เมื่อเทียบกับการคาดการณ์ค่า PE ratio ของนักวิเคราะห์ใน อีก 12 เดือนข้างหน้าที่คาดว่า PE ของตลาดน่าจะอยู่ที่ 15.2 เท่า ก็เท่ากับว่าการลงทุนในหุ้นของสหรัฐฯ อาจจะคาดหวังผลตอบแทนได้สูงถึงร้อยละ 11.7 เป็นอย่างน้อย สาม ยังมีโอกาสที่นักวิเคราะห์จะเริ่มทยอยปรับตัวเลขการคาดการณ์ของผลกำไรของบริษัท ที่น่าจะเริ่มดีขึ้นตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจของประเทศสหรัฐฯ เอง ทำให้อาจจะมีเซอร์ไพรส์ ของราคาหุ้น หากผลกำไรที่ประกาศออกมาเหนือความคาดหมายของผู้ลงทุน และปัจจัยสุดท้ายที่สำคัญ ก็คือในขณะที่ค่าความเสี่ยงของการลงทุนในหุ้นของสหรัฐ โดยวัดจากดัชนีค่าความผันผวนของตลาดหุ้นสหรัฐฯ และ Credit Spread เริ่มปรับตัวลดลงมาต่ำกว่าระดับก่อนที่บริษัทวาณิชธนกิจ เลห์แมน จะล้มในเดือนกันยายนปีที่ผ่านมา แต่ดัชนีราคาหุ้น S&P 500 ของตลาดหุ้นสหรัฐฯ กลับตกลงมาอยู่ในระดับที่กว่า ก่อนเกิดเหตุการณ์ เลห์แมนล้มถึง 300 จุด ด้วยเหตุผลที่กล่าวมาข้างต้น ไม่ว่าคุณจะยังลังเลใจถึงความไม่แน่นอนของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ว่าจะยั่งยืนเพียงใด จะเป็นการฟื้นตัว แบบ w-shape recovery หรือไม่ แต่การที่ไม่ได้มีการกระจายหรือแบ่งเงินไปลงทุนในตลาดที่เพิ่งเริ่มปรับตัวขึ้น อย่างสหรัฐฯ ก็อาจจะทำให้เราพลาดโอกาสที่ดีในการลงทุนได้เหมือนกัน
คำถาม
1.การคาดการณ์ของนักวิเคราะห์มองว่าในไตรมาสสามของปีนี้ อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจของสหรัฐฯ จะปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็นครั้งแรก โดยเพิ่มขึ้นร้อยละเท่าไหร่ เมื่อเทียบกับไตรมาสที่สองของปีนี้
2.ปัจจัยสนับสนุนถึงความน่าสนใจของการลงทุนในหุ้นของสหรัฐ ฯ ปัจจัยที่ 1 คืออะไร
3.ปัจจัยสนับสนุนถึงความน่าสนใจของการลงทุนในหุ้นของสหรัฐ ฯ ปัจจัยสุดท้ายที่สำคัญ คืออะไร
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)