วันอังคารที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

ฟิทช์ประกาศคงอันดับเครดิตแบงก์นครหลวงไทย เผยคุณภาพสินทรัพย์ของธนาคารปรับตัวมีเสถียรภาพมากขึ้น

จัดทำโดย นางสาววรรณดี เมตไตรพันธ์
เลขทะเบียน 4902100325


บริษัท ฟิทซ์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) จำกัด ประกาศคงอันดับเครดิตของธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCIB ดังต่อไปนี้ อันดับเครดิตสกุลเงินต่างประเทศระยะยาว (Long-term foreign currency Issuer Default Rating (IDR)) ที่ ‘BB’ แนวโน้มอันดับเครดิตมีเสถียรภาพ อันดับเครดิตสกุลเงินต่างประเทศระยะสั้น (Short-term foreign currency IDR) ที่ ‘B’ อันดับความแข็งแกร่งทางการเงินของธนาคารที่ ‘D’ อันดับเครดิตสนับสนุนที่ ‘4’ อันดับเครดิตสนับสนุนขั้นต่ำที่ ‘B+’ อันดับเครดิตภายในประเทศ (National Rating) ระยะยาว ที่ ‘A-(tha)’ แนวโน้มอันดับเครดิตมีเสถียรภาพอันดับเครดิตภายในประเทศระยะสั้นที่ ‘F1(tha)’ และอันดับเครดิตภายในประเทศระยะยาวของหุ้นกู้ด้อยสิทธิที่ ‘BBB+(tha)’ อันดับเครดิตของธนาคารสะท้อนถึงเครือข่ายการดำเนินงานของธนาคารและคุณภาพสินทรัพย์ที่ยังคงอ่อนแอ อย่างไรก็ตาม ฟิทซ์ มองว่าคุณภาพสินทรัพย์ของธนาคารได้ปรับตัวมีเสถียรภาพมากขึ้น

ในปี 2552 SCIB มีกำไรสุทธิ 4.2 พันล้านบาทและอัตรากำไรต่อสินทรัพย์ที่ 1% แม้ว่าสภาวะเศรษฐกิจโดยรวมในปี 2552 จะอยู่ในระดับที่อ่อนแอ และการเติบโตของสินเชื่อของธนาคารอยู่ในระดับต่ำ ในปี 2551 SCIB มีกำไรสุทธิ 4.1 พันล้านบาท ปรับตัวดีขึ้นหลังจากที่ธนาคารมีผลการดำเนินงานขาดทุน 2 พันล้านบาทในปี 2550 ทั้งนี้ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการตั้งสำรองหนี้สูญที่ลดลง อัตราส่วนต่างกำไรดอกเบี้ยสุทธิลดลงเล็กน้อยเป็น 3.3% ในปี 2552 จาก 3.4% ในปี 2551 เนื่องจากการเติบโตของสินเชื่อที่ชะลอตัวลง

แม้ว่าที่ผ่านมาจะมีสัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ แต่สภาวะเศรษฐกิจโดยรวมยังคงอยู่ในระดับที่อ่อนแอ และคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อผลการดำเนินงานของธนาคาร นอกจากนี้การเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นในธนาคารที่กำลังจะเกิดขึ้น และการปรับโครงสร้างการดำเนินงานจากการเปลี่ยนแปลงของผู้ถือหุ้น อาจส่งผลต่อการขยายสินเชื่อและผลการดำเนินงานของธนาคารในปี 2553 นอกจากนั้นธนาคารยังคงมีความเสี่ยงของการตั้งสำรองหนี้สูญที่อาจเพิ่มขึ้นอย่างมากในอีก 6-12 เดือนข้างหน้า เนื่องจากคุณภาพสินทรัพย์มีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนแปลงตามหลังสภาวะเศรษฐกิจ

คุณภาพสินทรัพย์ของ SCIB ได้อ่อนแอลงอย่างต่อเนื่องในช่วง 2 - 3 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากก่อนหน้านี้ธนาคารได้มีการขยายสินเชื่อในระดับที่สูงมาก ประกอบกับสภาวะเศรษฐกิจที่ผ่านมาอยู่ในระดับที่อ่อนแอ อย่างไรก็ตามคุณภาพสินทรัพย์ของธนาคารได้ปรับตัวมีเสถียรภาพมากขึ้นในปี 2552 โดยธนาคารมีสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้เพิ่มขึ้นไม่มากนักเป็น 24.8 พันล้านบาท (เพิ่มขึ้น 6% ในงบการการเงินเฉพาะของธนาคาร) ณ สิ้นปี 2552 สำหรับปี 2553 SCIB คาดว่าสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้จะลดลง เนื่องจากการปรับโครงสร้างหนี้ อย่างไรก็ตามธนาคารยังคงมีความเสี่ยงในด้านคุณภาพสินทรัพย์ เนื่องจากธนาคารยังคงมีสินเชื่อจัดชั้นกล่าวถึงเป็นพิเศษอยู่ในระดับสูง (8.9% ของสินเชื่อ ณ สิ้นเดือนกันยายน 2552)

เงินกองทุนของ SCIB อยู่ในระดับที่ค่อนข้างแข็งแกร่ง โดยธนาคารมีอัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 ที่ 10.6% ณ สิ้นเดือนกันยายน 2552 ในขณะที่อัตราส่วนเงินกองทุนรวมของธนาคารปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็น 14.6% เนื่องจากการออกตราสารหนี้ด้อยสิทธิจำนวน 10 พันล้านบาท ในช่วงครึ่งปีแรกปี 2552 ซึ่งส่งผลให้อัตราส่วนเงินกองทุนรวมของธนาคารเพิ่มขึ้นมาอยู่ในระดับใกล้เคียงกันธนาคารพาณิชย์อื่น
แนวโน้มอันดับเครดิตของธนาคารอยู่ในระดับ ‘มีเสถียรภาพ’ เนื่องจากอันดับเครดิตของธนาคารนั้นอยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำแล้ว ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับระดับความแข็งแกร่งของผู้ที่จะเข้ามาถือหุ้นใหม่ หรือความสำคัญของ SCIB ต่อระบบธนาคารพาณิชย์ไทยที่อาจสูงขึ้น หากมีการควบรวมกิจการ ซึ่งปัจจัยดังกล่าวอาจส่งผลให้ระดับการได้รับการสนับสนุนของ SCIB สูงขึ้น และอาจเป็นผลดีต่ออันดับเครดิตระยะยาวและระยะสั้นของธนาคาร อย่างไรก็ตามคุณภาพสินทรัพย์ของธนาคารที่ยังคงอยู่ในระดับที่อ่อนแอ ยังคงเป็นปัจจัยที่จะจำกัดอันดับความแข็งแกร่งทางการเงินของธนาคาร การขายหุ้น SCIB จำนวน 47.6% ของกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินไทย ซึ่งเป็นหน่วยงานหนึ่งของธนาคารแห่งประเทศไทย คาดว่าจะเสร็จสิ้นภายในปี 2553 ซึ่งอาจส่งผลให้มีการทบทวนอันดับเครดิตของธนาคาร กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินไทยได้เข้าถือหุ้นใหญ่ใน SCIB หลังจากเกิดวิกฤตการณ์ทางการเงินในปี 2540 และในปี 2545 SCIB ได้ควบรวมกับธนาคารศรีนคร SCIB เป็นธนาคารที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 7 ของประเทศไทย โดยมีส่วนแบ่งทางการตลาดด้านสินเชื่อ 4% และด้านเงินฝาก 5% ธนาคารยังมีบริษัทในเครือซึ่งดำเนินธุรกิจประกัน ธุรกิจหลักทรัพย์ ธุรกิจจัดการกองทุน และธุรกิจเช่าซื้อ

ที่มา http://news.siamza.com/read/164845/
คำถาม
1.การที่ SCIB มีผลกำไรสุทธิมากขึ้นและปรับตัวดีขึ้นหลังจากที่ธนาคารมีผลการดำเนินงานขาดทุนเป็นผลมาจากอะไร
2.ในปี 2553 SCIB คาดว่าสินเชื่อไม่ก่อให้เกิดรายได้มีแนวโน้มอย่างไร
3.ณ สิ้นเดือนกันยายน 2552 อัตราส่วนเงินกองทุนรวมของธนาคารปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็น 14.6% เนื่องจากสาเหตุอะไร

วันพฤหัสบดีที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

ดร.วรพล จี้รัฐปรับยุทธศาสตร์ฟื้น ศก. ก่อนตกขบวน เร่งดันไทยเป็นเกตเวย์ของภูมิภาคที่มีเศรษฐกิจเติบโตที่สุดในโลก รับกระแสมุ่งตะวันออก
ThaiPR.net -- พฤหัสบดีที่ 11 กุมภาพันธ์ 2553 11:29:31 น.


จัดทำโดย นางสาวสรารัตน์ อัฒจักร เลขทะเบียน 4902100292

“ดร.วรพล โสคติยานุรักษ์” ชี้การแก้ปัญหาเศรษฐกิจไม่ต้องรอการเมืองนิ่ง เผยเศรษฐกิจโลกยังไม่พ้นวิกฤติ จี้รัฐเร่งปรับนโยบายการคลังก่อนหนี้สาธารณะทะลุเพดาน เลือกโครงการที่ทำให้เงินหมุนหลายรอบ หนุนเอกชนและรัฐวิสาหกิจเป็นพระเอกแทนภาครัฐ แนะชิงโอกาสวางยุทธศาสตร์ดันไทยเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์เพื่อนำไทยไปสู่ศูนย์กลางภูมิภาค (เกตเวย์) ที่มีเศรษฐกิจเติบโตที่สุดในโลก สู่ประชากรกว่า 3 พันล้านคน รองรับทิศทางมุ่งตะวันออก (Go East) หลังจากเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาและยุโรปตกต่ำ ชูลดภาษีเงินได้นิติบุคคลให้กับทุกธุรกิจ แล้วทยอยลดการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีของ BOI
ดร.วรพล โสคติยานุรักษ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจ จากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) และอดีตรองประธานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กล่าวถึงทิศทางเศรษฐกิจไทยในภาวะการเมืองอึมครึมว่า ถึงแม้ปัจจัยการเมืองจะมีส่วนชี้ชะตาเศรษฐกิจ เพราะมีผลต่อการกำหนดและผลักดันนโยบายด้านเศรษฐกิจ แต่การจะรอให้การเมืองนิ่งก่อนแล้วจึงจะมาแก้ปัญหาเศรษฐกิจนั้นย่อมไม่ใช่แนวทางที่ถูกต้อง ทุกคนอยากให้การเมืองนิ่ง แต่การแก้ปัญหาเศรษฐกิจก็ต้องทำควบคู่กันไปด้วย
สำหรับปัญหาเศรษฐกิจที่เป็นความเสี่ยงสำคัญของประเทศขณะนี้ก็คือ ปัญหาทางด้านการคลัง ซึ่งมีผลมาจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่รัฐต้องกู้เงินจำนวนมากมาลงทุน และการตั้งงบประมาณปี 2554 ที่ขาดดุลงบประมาณถึง 4.2 แสนล้านบาท จะทำให้ภาระหนี้สาธารณะขยับขึ้นแตะ 60% ของจีดีพี อันจะกระทบต่อความเชื่อมั่นของประเทศ โดยเฉพาะหากเศรษฐกิจโลกไม่ฟื้นตัวตามคาด ดังนั้น รัฐบาลจะต้องกำหนดยุทธศาสตร์ของประเทศ ต้องลงทุนให้คุ้มค่า สอดคล้องตามยุทธศาตร์ และต้องไม่ก่อหนี้เพิ่ม และจะต้องคุมรายจ่ายอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะอย่างยิ่งสวัสดิการต่างๆ และนโยบายประชานิยม นอกจากนี้ รัฐบาลจะต้องลดบทบาทของภาครัฐในการกระตุ้นเศรษฐกิจ และหันมาขับเคลื่อนผ่านภาคเอกชนและรัฐวิสาหกิจให้มากขึ้น
“การควบคุมรายจ่ายทางหนึ่งที่จะมีผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวมก็คือ การปรับโครงสร้างงบประมาณ ซึ่งปัจจุบันมีสัดส่วนของงบรายจ่ายประจำสูงถึง 78.7% (ประมาณ 1.63 ล้านล้านบาท) ซึ่งคิดเป็นจำนวนเท่ากับรายรับที่คาดว่าจะเก็บได้ทั้งปีงบประมาณ และเป็นงบลงทุนเพียง 16.4% ทั้งนี้ ควรจะปรับลดรายจ่ายประจำลงปีละ 2% และจัดสัดส่วนของงบลงทุนให้ได้ในระดับไม่ต่ำกว่า 25% นอกจากนี้ กรณีปัญหามาบตาพุด ก็ต้องทำให้มีความชัดเจนโดยเร็วที่สุด เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับภาคเอกชนที่มาลงทุน อีกทั้งควรเร่งปรับปรุงและสร้างความชัดเจนของกฎหมายเพื่อหนุนการลงทุนภาคเอกชน และส่งเสริมให้ภาคเอกชนลงทุนในโครงการของรัฐมากขึ้น” ดร.วรพลกล่าว
ทั้งนี้ หากมองดูในระดับโลก จะเห็นว่ายังไม่เห็นสัญญาณการฟื้นตัวที่แข็งแกร่งมั่งคงเพียงพอ โดยเฉพาะความวิตกกังวลล่าสุดเกี่ยวกับเศรษฐกิจในยุโรป ที่หลายประเทศได้ใช้มาตรการทางการคลังกระตุ้นเศรษฐกิจ ส่งผลให้หนี้สาธารณะสูงขึ้น จนอาจจะทำให้หลายประเทศในสหภาพยุโรป (อียู) ต้องเผชิญวิกฤติเศรษฐกิจครั้งใหม่ โดยต้องติดตามดูอย่างใกล้ชิดและจับตาดูสัญญาณจากบริษัทจัดอันดับเครดิต (เครดิตเรตติ้ง เอเจนซี่) ว่าจะปรับลดความน่าเชื่อถือประเทศใดอีก
อย่างไรก็ตาม ปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกาและยุโรป ก็เป็นโอกาสของประเทศในแถบเอเชีย ดังนั้น รัฐบาลจึงควรกำหนดยุทธศาสตร์ของประเทศให้สอดคล้องกับทิศทางดังกล่าว ซึ่งในฐานะที่ประเทศไทยได้เปรียบในเชิงภูมิศาสตร์ ที่ตั้งอยู่ศูนย์กลางของเอเชีย ที่มีประชากรมากกว่าครึ่งหนึ่งของโลกหรือกว่า 3 พันล้านคน ในจีน 1.4 พันล้านคน อินเดีย 1.1 พันล้านคนและเอเชียอาคเนย์ที่เหลือ ไทยจึงควรวางยุทธศาสตร์ในการเป็นศูนย์กลางแห่งภูมิภาค (เกตเวย์) เพื่อให้ไทยเป็นประตูสู่ประชากรกลุ่มนี้ เช่น ยุทธศาสตร์ให้ไทยเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์แห่งภูมิภาค หรือ International Logistics Hub , ศูนย์กลางท่องเที่ยวเดินทางของภูมิภาค เป็นต้น ซึ่งจะทำให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนในประเทศไทยเพื่อใช้เป็นฐานผลิตและฐานส่งออกสินค้าไปยังประเทศต่างๆ ในทวีปเอเชียมากขึ้น
“การจะเป็นศูนย์กลางหรือเกตเวย์ได้ จะต้องเร่งลงทุนพัฒนาเครือข่ายด้านการขนส่งให้ครอบคลุมทั่วประเทศและเชื่อมต่อไปยังประเทศเพื่อนบ้าน รวมทั้งสร้างแรงจูงใจด้านภาษีให้กับผู้ลงทุน เพื่อให้เกิดความสามารถในการแข่งขันกับประเทศในภูมิภาคนี้ เป็นการรองรับกระแสมุ่งตะวันออก (Go East) ซึ่งเป็นผลจากภาวะเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาและยุโรปที่ตกต่ำลง ด้วยการทยอยปรับลดภาษีเงินได้นิติบุคคลลง เพื่อให้สิทธิประโยชน์กับทุกธุรกิจ ทุกอุตสาหกรรม แทนที่จะส่งเสริมการลงทุนด้วยสิทธิประโยชน์ทางภาษีผ่านสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ซึ่งจะมีข้อจำกัดในอนาคต ด้วยข้อตกลงทางการค้า และขอฝากว่าหากเราวางยุทธศาสตร์ของประเทศไม่เหมาะสมในช่วงนี้ เราก็จะสูญเสียโอกาสนี้ไปเลย” ดร.วรพลกล่าว
ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจ ยังกล่าวอีกว่า นับจากนี้ไป การใช้จ่ายเงินของรัฐจะต้องให้เกิดประโยชน์อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ไม่รั่วไหล และต้องเป็นการลงทุนที่มียุทธศาสตร์ จึงจะยกระดับความสามารถของประเทศขึ้นได้ ดังนั้น การเลือกโครงการลงทุนจะมีความสำคัญมาก โดยต้องก่อให้เกิดการหมุนของเงินได้หลายรอบ สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของประเทศ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันให้กับธุรกิจไทย และมีขีดความสามารถมากขึ้นในการทำธุรกิจข้ามชาติ ซึ่งหากมีการลดภาษีเงินได้นิติบุคคลลง จะเกิดการนำเงินมาลงทุนต่อเนื่อง การจ้างงานพัฒนาทักษะและความสามารถของประชาชนไทย และสร้างรายได้ให้กับประชาชนมากขึ้น อีกทั้งดึงเม็ดเงินลงทุนของนักลงทุนต่างชาติให้เข้ามาลงทุนในไทยมากขึ้น ภาษีที่จะเก็บเข้ารัฐโดยรวมจะเพิ่มขึ้น เพราะรัฐจะมีรายได้จากภาษีและรายได้ในรูปแบบอื่นมากขึ้น
เผยแพร่ข้อมูลโดย บริษัท มาสเตอร์ มายด์ คอมมิวนิเคชั่นส์ จำกัด : พิภพ ฆ้องวง (ท๊อป)
โทร. 02-2487967-8 ต่อ 118โทรสาร. 02-248-7969,
E-mail address : c_mastermind@hotmail.com

คำถาม

1. การควบคุมรายจ่ายจะมีผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวมอย่างไร

2. การเป็นศูนย์กลางหรือเกตเวย์ได้จะต้องเร่งลงทุนและพัฒนาด้านใดบ้าง

3. ปัญหาเศรษฐกิจที่เป็นความเสี่ยงสำคัญขณะนี้ คือ


วันเสาร์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2553

ตลาดหุ้นไทยทรุด-ค่าเงินบาทผันผวนหนัก
หวั่นปัญหาการเมืองภายในประเทศ-ห่วงเศรษฐกิจจีนมีปัญหา "ภัทรียา"ชี้แค่แรงขายทำกำไรระยะสั้น

นางสาว วีณา ประชาธิรัตน์ เลขทะเบียน 4902100295

บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นวานนี้ (23ม.ค.) ดัชนีหุ้นผันผวนอย่างหนัก โดยในช่วงเช้าของการซื้อขายดัชนีหุ้นลงไปต่ำสุดที่ระดับ 705.69 จุด แต่หลังจากที่กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)มีมติจะไม่นำกลุ่มผู้ชุมนุมเคลื่อนไหวชุมนุมที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ปรากฏว่าในช่วงบ่ายดัชนีหุ้นกระเตื้องขึ้น และปิดตลาดที่ระดับ 714.10 จุดลดลง 4.89 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 2.2 หมื่นล้านบาท
หุ้นที่มีมูลค่าการซื้อขายหนาแน่นสุดคือหุ้นบริษัทบ้านปู ปิดที่ 574 บาท ลดลง 16 บาท มูลค่าซื้อขาย 2.1 พันล้านบาท หุ้นปตท.ปิดที่ 229 บาทลดลง 2 บาท มูลค่าซื้อขาย 1.65 พันล้านบาท หุ้นปตท.อะโรเมติกส์และการกลั่น ปิดที่ 25.25 บาท ลดลง 0.25 บาท มูลค่าซื้อขาย 1.59 พันล้านบาท หุ้นปตท.สผ.ปิดที่ 137 บาทลดลง 3 บาท มูลค่าซื้อขาย 1.52 พันล้านบาท


นางภัทรียา เบญจพลชัย กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่า การที่ดัชนีหุ้นปรับลดลงในช่วงหนี้ สาเหตุหลักมาจากปัจจัยภายนอก กรณีจีนออกมาตรการคุมเข้มการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน เพื่อชะลอความร้อนแรงของเศรษฐกิจภายในประเทศ ส่งผลให้ตลาดหุ้นจีนและภูมิภาคปรับตัวลดลง จากความกังวลของนักลงทุน
ประกอบกับ
ตลาดหุ้นไทยและตลาดหุ้นภูมิภาคปรับตัวขึ้นมามากในช่วง 1 เดือนครึ่งที่ผ่านมา โดยเดือนธ.ค.2552 ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับขึ้นมา 6.6% และในช่วง 1 ม.ค.-15 ม.ค. 2553 ปรับตัวขึ้นมา 1.6% รวมแล้วปรับตัวขึ้นมา 8.2% แล้ว ช่วงเดือนครึ่งเป็นการปรับขึ้นต่อเนื่อง จึงมีการปรับฐาน มีแรงขายออกมาเพื่อทำกำไรของนักลงทุนส่วนปัจจัยการเมืองในประเทศ อาจมีผลกระทบเชิงจิตวิทยาที่ทำให้นักลงทุนมีความกังวลบ้าง แต่ชั่งน้ำหนักแล้วปัจจัยนอกมีน้ำหนักมากกว่าภายในประเทศ
"ช่วง 1 เดือนครึ่งตลาด STABLE มาตลอด ไม่ผันผวนเลย ช่วงนี้อาจปรับตัวลงไปบ้าง ปัจจัยสำคัญมาจากจีนคุมสินเชื่อ ส่วนการเมืองบางวันก็เป็นข่าวการเมืองในบ้านเรา แต่เป็นเรื่องจิตวิทยา เพราะภูมิภาคก็ปรับตัวทิศทางเดียวกัน"นางภัทรียากล่าว
นางภัทรียา กล่าวอีกว่า ภาพรวมการลงทุน
ตลาดหุ้นปีนี้ยังมีความผันผวน แม้แนวโน้มเศรษฐกิจโลก เศรษฐกิจสหรัฐฯหรือภูมิภาค ฟื้นตัวขึ้น แต่ระหว่างทางยังมีความผันผวน และตั้งแต่วันที่ 1-21 ม.ค.2553 ต่างชาติขายหุ้นออกมาแล้ว 2.9 พันล้านบาท
"สิ่งที่เห็นว่าจะเป็นจุดดีอย่างหนึ่งคือ ผลกำไรกลุ่มแบงก์ที่ออกมาดีขึ้น สถาบันการเงินยังเข้มแข็ง ทำให้เห็นว่า
ตลาดหุ้นไทยยังมีพื้นฐานที่ดี โดยผลประกอบการปี 2552 ของกลุ่มแบงก์ที่ประกาศออกมาเป็นกลุ่มแรกพบว่ามีกำไร 9.1 หมื่นล้านบาท สูงขึ้น 10% จากผลประกอบการปี 2551 ที่มีกำไร 8.2 หมื่นล้านบาท"
ด้านบทวิเคราะห์ บล.บัวหลวง ระบุว่า สถานการณ์ทางการเมืองกรณีการใช้อาวุธ M79 ยิงตึกที่ทำการกองทัพบก แม้ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ และในที่สุดเรื่องอาจเงียบหายไป แต่การเกิดเรื่องในช่วงเวลานี้จนกระทั่งไปถึงเดือนก.พ. ซึ่งเป็นช่วงที่จะมีการพิจารณาคดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านบาท จึงเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงสถานการณ์น่าเป็นห่วง เพราะมีความรุนแรงมากกว่าแค่การชุนนุม กรณีดังกล่าวประเมินว่าจะส่งผลให้นักลงทุนต่างชาติชะลอการลงทุนในไทยได้ เพื่อรอดูความชัดเจนทางการเมืองอีกครั้ง
ขณะที่
ค่าเงินบาทในช่วงเช้าวานนี้ อ่อนค่าสุดของวันที่ 32.99-33.03 บาทต่อดอลลาร์ ก่อนที่จะแข็งค่าขึ้นในช่วงท้ายตลาด โดยมาอยู่ที่ 32.98 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งเป็นการแข็งขึ้นตามค่าเงินของยูโรและค่าเงินเยน
"วานนี้เงินบาทอ่อนค่าในช่วงแรก ตามเงินเอเชีย เมื่อเทียบกับดอลลาร์ แต่ก็กลับมาแข็งค่าขึ้นในช่วงบ่าย หลังจากเงินยูโรแข็งค่าขึ้น"นักค้าเงินกล่าว


ที่มา:http://www.bangkokbiznews.com/

คำถาม

1.ดัชนีหุ้นที่ปรับลดลงมีสาเหตมาจากอะไร
2.จากบทความนี้หุ้นที่มีการซื้อขายการลงทุนอย่างหนาแน่นที่สุดคือหุ้นตัวใด
3.ตลาดหุ้นไทย มีผลประกอบการไปในทิศทางใด และกลุ่มใดเป็นผู้ประกาศเป็นกลุ่มแรก

วันศุกร์ที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2553

การถดถอยของเศรษฐกิจสหรัฐฯ จบแล้ว...แต่เฟดยังคุมเชิง อย่างใกล้ชิด

จัดทำโดย...นางสาววรัญญา จับแก้ว เลขทะเบียน 4902100321
ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม เป็นต้นมา ตัวเลขชี้นำทางเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาหลายตัว อาทิเช่น ตัวเลขการขออนุญาตสร้างบ้าน ราคาหุ้น คำสั่งซื้อของผู้ผลิต ตัวเลขการว่างงานที่เริ่มทรงตัว คำสั่งซื้อสินค้าทุน เป็นต้น เริ่มส่งสัญญาณการปรับตัวดีขึ้น ซึ่งทำให้ผู้ลงทุนเริ่มอุ่นใจขึ้นบ้างว่าการถดถอยทางเศรษฐกิจของโลกในครั้งนี้ได้ถึงจุดต่ำสุดแล้ว จากการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์มองว่าในไตรมาสสามของปีนี้ อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจของสหรัฐฯ จะปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็นครั้งแรก โดยเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.5 เมื่อเทียบกับไตรมาสที่สองของปีนี้ และในไตรมาสสุดท้ายของปีก็จะปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องอีกร้อยละ 1.7 เช่นกัน แต่จากการที่เศรษฐกิจของสหรัฐฯ ปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงในไตรมาสแรกของปี ทำให้หากพิจารณาทั้งปีนี้แล้วอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของมหาอำนาจของโลกยังติดลบอยู่ในระดับที่สูงถึงร้อยละ 2.5 อย่างไรก็ดี มีการคาดกันว่าในปีหน้าคือปี 2553 ตัวเลขการขยายตัวทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ จะกลับมาเป็นบวกทั้งปี โดยจะปรับตัวเพิ่มขึ้น ร้อยละ 2.2 ซึ่งถือว่าสูงกว่าประเทศพัฒนาแล้วในแถบยุโรป ซึ่งรวมทั้งอังกฤษ และญี่ปุ่น แต่ทั้งนี้ ในปีหน้า อัตราการว่างงานของสหรัฐฯ อาจจะยังสูงกว่าปัจจุบันเล็กน้อย คือร้อยละ 9.7 ในขณะที่อัตราเงินเฟ้อจะทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ ประมาณร้อยละ 1.7 ซึ่งจากการที่เศรษฐกิจของประเทศยังอยู่ในช่วงของการเริ่มฟื้นตัว จึงมีความเป็นไปได้สูงที่ธนาคารกลางของสหรัฐ ฯ หรือ เฟด จะยังพยายามคงอัตราดอกเบี้ย discount rate ในระดับเดิมคือที่ร้อยละ 0.25 อย่างไรก็ดี ตลาดพันธบัตรก็ได้ตอบรับการคาดการณ์ทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ดังจะเห็นได้จากการปรับตัวเพิ่มขึ้นของพันธบัตรระยะยาวที่เพิ่มขึ้นเร็วกว่าพันธบัตรระยะสั้นทำให้เส้นอัตราผลตอบแทนของพันธบัตรมีความชันมากขึ้น โดยจะเห็นได้จากการปรับตัวเพิ่มขึ้นของพันธบัตรอายุ 10 ปี ที่เพิ่มขึ้นจากอัตราร้อยละ 3 ต่อปี ณ สิ้นเดือนเมษายน มาเป็นร้อยละ 3.6 ต่อปี ในขณะนี้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าผู้ลงทุนในตลาดเริ่มมองว่าดอกเบี้ยอาจจะมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ในอนาคต เมื่อเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวนั่นเอง แม้ว่าเฟด จะพยายามส่งสัญญาณให้ผู้ลงทุนระวังเรื่องการฟื้นตัว ว่ายังเป็นช่วงเริ่มต้น ซึ่งอาจจะดูเปราะบาง ก็ตาม สำหรับผู้ลงทุนในหุ้นแล้ว หากพิจารณาจากบทเรียนของการปรับตัวเพิ่มขึ้นของตลาดหุ้นทั่วโลก โดยเฉพาะตลาดหุ้นในประเทศเกิดใหม่ และตลาดหุ้นเอเชียแปซิฟิค ซึ่งมีการปรับตัวของราคาหุ้นเพิ่มสูงขึ้นไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 ภายในระยะเวลาเพียง 6 -7 เดือน ก็น่าจะลองพิจารณาการลงทุนในหุ้นของสหรัฐฯ ไว้บ้าง เพราะจริงอยู่ว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจของยักษ์ใหญ่ประเทศนี้ แม้เพิ่งจะเริ่มต้นและมีความเสี่ยงรออยู่ข้างหน้าก็ตาม แต่หากการฟื้นตัวต่อเนื่องไปข้างหน้าราคาหุ้นของบริษัทในสหรัฐฯ ก็น่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ อย่างรวดเร็วไม่แพ้ใคร ทั้งนี้ปัจจัยสนับสนุนถึงความน่าสนใจของการลงทุนในหุ้นของสหรัฐ ฯ ได้แก่ หนึ่ง เพราะตั้งแต่ต้นปีมาราคาหุ้นของสหรัฐฯ ปรับตัวเพิ่มขึ้นน้อยมากเพราะนักลงทุนยังไม่วางใจนั่นเอง ดังนั้นจากการคาดการณ์ถึงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่เริ่มดีขึ้นในไตรมาสที่สามและสี่ของปีนี้ แล้วก็น่าจะเป็นจังหวะที่ดีในการลงทุน สอง แต่หากพิจารณาถึงมูลค่าหุ้นของสหรัฐฯ โดยดูจาก PE ratio ของตลาด ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ 13.6 เท่า เมื่อเทียบกับการคาดการณ์ค่า PE ratio ของนักวิเคราะห์ใน อีก 12 เดือนข้างหน้าที่คาดว่า PE ของตลาดน่าจะอยู่ที่ 15.2 เท่า ก็เท่ากับว่าการลงทุนในหุ้นของสหรัฐฯ อาจจะคาดหวังผลตอบแทนได้สูงถึงร้อยละ 11.7 เป็นอย่างน้อย สาม ยังมีโอกาสที่นักวิเคราะห์จะเริ่มทยอยปรับตัวเลขการคาดการณ์ของผลกำไรของบริษัท ที่น่าจะเริ่มดีขึ้นตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจของประเทศสหรัฐฯ เอง ทำให้อาจจะมีเซอร์ไพรส์ ของราคาหุ้น หากผลกำไรที่ประกาศออกมาเหนือความคาดหมายของผู้ลงทุน และปัจจัยสุดท้ายที่สำคัญ ก็คือในขณะที่ค่าความเสี่ยงของการลงทุนในหุ้นของสหรัฐ โดยวัดจากดัชนีค่าความผันผวนของตลาดหุ้นสหรัฐฯ และ Credit Spread เริ่มปรับตัวลดลงมาต่ำกว่าระดับก่อนที่บริษัทวาณิชธนกิจ เลห์แมน จะล้มในเดือนกันยายนปีที่ผ่านมา แต่ดัชนีราคาหุ้น S&P 500 ของตลาดหุ้นสหรัฐฯ กลับตกลงมาอยู่ในระดับที่กว่า ก่อนเกิดเหตุการณ์ เลห์แมนล้มถึง 300 จุด ด้วยเหตุผลที่กล่าวมาข้างต้น ไม่ว่าคุณจะยังลังเลใจถึงความไม่แน่นอนของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ว่าจะยั่งยืนเพียงใด จะเป็นการฟื้นตัว แบบ w-shape recovery หรือไม่ แต่การที่ไม่ได้มีการกระจายหรือแบ่งเงินไปลงทุนในตลาดที่เพิ่งเริ่มปรับตัวขึ้น อย่างสหรัฐฯ ก็อาจจะทำให้เราพลาดโอกาสที่ดีในการลงทุนได้เหมือนกัน
คำถาม
1.การคาดการณ์ของนักวิเคราะห์มองว่าในไตรมาสสามของปีนี้ อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจของสหรัฐฯ จะปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็นครั้งแรก โดยเพิ่มขึ้นร้อยละเท่าไหร่ เมื่อเทียบกับไตรมาสที่สองของปีนี้
2.ปัจจัยสนับสนุนถึงความน่าสนใจของการลงทุนในหุ้นของสหรัฐ ฯ ปัจจัยที่ 1 คืออะไร
3.ปัจจัยสนับสนุนถึงความน่าสนใจของการลงทุนในหุ้นของสหรัฐ ฯ ปัจจัยสุดท้ายที่สำคัญ คืออะไร

วันพฤหัสบดีที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2552

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุครึ่งปีหลัง 2552 ธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลแนวโน้มดี

จัดทำบทความโดย นางสาววรรณดี เมตไตรพันธ์ เลขทะเบียน 4902100325
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย รายงานว่า ในไตรมาส 2 ปี 2552 ธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคล ยังคงได้รับผลกระทบอย่างหนักจากวิกฤตเศรษฐกิจที่ชะลอตัวอย่างรุนแรง โดยเฉพาะปัญหาการเลิกจ้างงานที่ยังคงมีอย่างต่อเนื่องในบางภาคธุรกิจ ซึ่งได้ส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องของผู้บริโภคบางกลุ่ม ทำให้ไม่สามารถผ่อนชำระสินเชื่อต่อไปได้ จะเห็นได้จากรายงานภาพรวมจำนวนบัญชีสินเชื่อส่วนบุคคลของธนาคารแห่งประเทศไทย พบว่า ในไตรมาส 2 ปี 2552 มีปริมาณบัญชีทั้งสิ้น 9,147,561 บัญชี หดตัวร้อยละ 18.3 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แย่ลงกว่าที่หดตัวร้อยละ 15.5 ในไตรมาสแรก และที่หดตัวร้อยละ 4.7 ในปี 2551 ในขณะที่ตัวเลขยอดคงค้างสินเชื่อส่วนบุคคลทั้งระบบในไตรมาส 2 ของปี 2552 มีมูลค่าประมาณ 222,396 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 0.5 ชะลอลงจากที่ขยายตัวร้อยละ 4.9 ในไตรมาสแรก และลดลงจากที่ขยายตัวร้อยละ 8.2 ในปี 2551
สำหรับแนวโน้มธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลในช่วงที่เหลือของปี 2552 คาดว่าน่าจะปรับตัวในทิศทางที่ดีขึ้นกว่าในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ ทั้งนี้จากการรายงานตัวเลขเศรษฐกิจล่าสุดในเดือนมิถุนายน ที่ผ่านมา ของธนาคารแห่งประเทศไทย ที่แสดงให้เห็นว่าภาพรวมของเศรษฐกิจไทยเริ่มสะท้อนให้เห็นถึงสัญญาณเชิงบวก ประกอบกับตัวเลขการว่างงานในเดือนมิถุนายน ลดลงเหลือร้อยละ 1.4 ปรับตัวดีขึ้นจากร้อยละ 1.7 ในเดือนพฤษภาคม ที่ผ่านมา ทำให้คาดว่าแนวโน้มของเศรษฐกิจไทยในช่วงต่อไปน่าจะปรับตัวไปในทิศทางที่ดีขึ้น

โดยมีปัจจัยบวกจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ทำให้คาดว่าธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลน่าจะกลับมาขยายตัวได้ในไตรมาสสุดท้ายของปี โดยจะเป็นไปในลักษณะที่ค่อยเป็นค่อยไป เนื่องจากเศรษฐกิจไทยยังคงมีความเสี่ยงสูง ที่อาจจะส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ อาทิ หากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกมีความล่าช้าออกไป และปัญหาความไม่สงบทางการเมือง อาจจะส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย และรายได้ของผู้บริโภคด้วย ก็ยังคงเป็นตัวแปรสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลในระยะที่เหลือของปีนี้เช่นกัน
ในขณะที่แนวโน้มการแข่งขันในธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลครึ่งหลังปี 2552 ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ผู้ประกอบการธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลอาจจะเริ่มกลับมาทำตลาดมากขึ้นตามสัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ซึ่งผู้ประกอบการจะยังคงใช้กลยุทธ์การเข้าหาลูกค้า โดยการกระจายจุดให้บริการสินเชื่อให้ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้อย่างทั่วถึง รวมถึงการปรับผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน เช่น ระยะเวลาการผ่อนชำระนานขึ้น เป็นต้น แต่เนื่องจากสินเชื่อส่วนบุคคลเป็นสินเชื่อที่ไร้หลักทรัพย์ค้ำประกัน ซึ่งจัดว่าเป็นสินเชื่อที่มีความเสี่ยงค่อนข้างสูง ทำให้ธนาคารพาณิชย์ และ Non-bank ยังคงระมัดระวังในการอนุมัติสินเชื่อ

โดยผู้ประกอบการบางรายยังคงไม่ปรับลดเกณฑ์เงินเดือนขั้นต่ำลง (ก่อนวิกฤตเศรษฐกิจ จากเดิมที่ผู้ประกอบการบางรายเน้นกลุ่มลูกค้าที่มีรายได้ไม่ต่ำกว่า 7,000 บาทต่อเดือน หรือน้อยกว่านั้น ได้ถูกปรับขึ้นมาเป็นรายได้ไม่ต่ำกว่า 10,000 บาทต่อเดือน หรือสูงกว่า) ขณะที่การอนุมัติวงเงินของสินเชื่อในส่วนของผู้ขอสินเชื่อใหม่ยังคงอยู่ในสัดส่วนที่ไม่สูงนัก เช่น จากเดิมที่อนุมัติไม่เกิน 5 เท่าของรายได้ โดยเปลี่ยนมาเป็นไม่เกิน 3 เท่าของรายได้ รวมถึงผู้ประกอบการยังคงเลือกเจาะกลุ่มลูกค้าที่มีอาชีพที่มีความเสี่ยงต่ำ เป็นต้น ทำให้การฟื้นตัวของสินเชื่อส่วนบุคคล น่าจะเกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป จนกว่าผู้ประกอบการจะเชื่อมั่นว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและภาวะการจ้างงานมีความแข็งแกร่งกลับคืนมาแล้ว

คำถาม
1.จากการรายงานตัวเลขเศรษฐกิจล่าสุดในเดือนมิถุนายนแสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจเป็นอย่างไร
2.แนวโน้มของเศรษฐกิจไทยในช่วงต่อไปจะปรับตัวไปในทิศทางที่ดีขึ้นจากปัจจัยใด
3. ครึ่งหลังปี 2552 ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ผู้ประกอบการธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลอาจทำการตลาดมากขึ้นโดยใช้กลยุทธ์ใด


ที่มา: http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/finance/research/20090813/68395/ธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลครึ่งหลังปี-52-ส่อแววรุ่ง.html

วันพฤหัสบดีที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2552

ธปท.คาดสินเชื่อปี53ขยายตัวบวก5-9%

จัดทำโดย นางสาวสรารัตน์ อัฒจักร เลขทะเบียน 4902100292

นายบัณฑิต นิจถาวร รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึงแนวโน้มสินเชื่อปี 2553 ว่า การปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ในปีหน้าจะอยู่ในช่วงขาขึ้นหรือกลับมาเป็นบวกได้ เห็นได้จากตัวเลขยอดการปล่อยสินเชื่อ ล่าสุดเดือน ตุลาคมที่ผ่านมาพบว่า ขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.2 เทียบจากระยะเดียวของปีก่อน และเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน ร้อยละ 0.4 หลังจากที่ 9 เดือนแรกของปีนี้การปล่อยสินเชื่อชะลอตัวลงต่อเนื่อง ตามภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจต่อไป ทั้งนี้ สินเชื่อจะขยายตัวกลับมาเป็นบวกได้จะจากแรงผลักดันจาก 3 ปัจจัย คือ

1.สภาพคล่องที่มีมากถึง 5 เท่าของสภาพคล่องที่ต้องดำรง ซึ่งเพียงพอเพื่อธนาคารพาณิชย์ดูแลภาคธุรกิจให้เดินต่อไปได้
2.ระดับของหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ในขณะนี้ไม่ได้เพิ่มขึ้น ล่าสุด เดือนกันยายน พบว่าเอ็นพีแอลของสถาบันการเงินอยู่ที่ ร้อยละ 5.3 ซึ่งเป็นระดับที่เท่ากับสิ้นปี 2551 ทำให้ธนาคารพาณิชย์มีความพร้อมและมีแรงจูงในที่จะปล่อยสินเชื่อมากขึ้น
และ 3.ภาวะจากการแข่งขัน โดยคาดว่าธนาคารพาณิชย์จะเร่งปล่อยสินเชื่อให้กับสินเชื่ออุปโภคบริโภค ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) และสินเชื่อที่เกี่ยวกับการใช้จ่ายของภาครัฐมากขึ้น ซึ่งจะมีส่วนผลักดันให้ธนาคารพาณิชย์เร่งปล่อยสินเชื่อได้ต่อไป

“คาดว่าการปล่อยสินเชื่อในปีหน้าจะเป็นบวกได้ จากปีนี้ทั้งปีที่คาดว่าสินเชื่อจะหดตัว ซึ่งสอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจในปีหน้า และสอดคล้องกับการประเมินของธนาคารพาณิชย์ที่คาดว่าสินเชื่อปี 2553จะเป็นบวกหรือจะขยายตัวได้ร้อยละ 5-9 ด้วย” นายบัณฑิตกล่าว
ส่วนการที่ธนาคารกรุงไทย ได้ออกเงินฝากประจำ 3 เดือน โดยให้อัตราดอกเบี้ย ร้อยละ 4 นั้น สะท้อนว่าบางธนาคารคงเตรียมสภาพคล่องของตนไว้ เพื่อให้เพียงพอที่จะแข่งขันในปีหน้า จากที่คาดกันว่าสินเชื่อจะสามารถเติบโตได้ ตามที่ภาวะเศรษฐกิจที่ปรับตัวดีขึ้น
“ไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจที่จะเห็นบางธนาคารจะมีการแข่งขันออกมาให้ดอกเบี้ยสูง ซึ่งคิดว่าภาวะการแข่งขันระดมเงินฝาก เพื่อเตรียมปล่อยสินเชื่อต่อไป แต่ยังไม่ได้เป็นการส่งสัญญาณว่าดอกเบี้ยจะเริ่มเข้าสู่ขาขึ้น เพราะเป็นการขึ้นดอกเบี้ยเพียงธนาคารเดียวและคิดว่าเป็นช่วงสั้นเท่านั้น” นายบัณฑิต กล่าว




คำถาม

1. สินเชื่อจะกลับมาขยายตัวเป็นบวกได้จากแรงผลักดัน 3 ปัจจัย คืออะไรบ้าง

2. แนวโน้มสินเชื่อในปี 2553 จะเป็นอย่างไร

3. ธนาคารกรุงไทยมีมาตรการสินเชื่อในปี 2553 อย่างไร

วันเสาร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

ไขปริศนาราคาทองพุ่งไร้ลิมิต ตลาดเปลี่ยนมือ-ธนาคารกลางเล่นเอง

จัดทำโดย:นางสาว วีณา ประชาธิรัตน์ เลขทะเบียน 4902100295

วันอาทิตย์ 29/11/2009

ราคาทองยังพุ่งไม่หยุด ล่าสุดแตะ 19,200 บาท คาดมีโอกาสทะลุ 20,000 บาท โดยมีแนวต้านในตลาดโลกที่ระดับราคา 1,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์ นักวิเคราะห์การลงทุน ชี้ ปัจจัยใหม่ที่ทำให้พื้นฐานราคาทองคำเปลี่ยน ได้แก่ ธนาคารกลางหลายประเทศ เปลี่ยนสถานะจากผู้ขายมาเป็นผู้ซื้อในตลาด เพื่อป้องกันความเสี่ยงของมูลค่าสินทรัพย์ในทุนสำรองระหว่างประเทศที่อาจลดลง ชี้ภาวะตลาดในขณะนี้ ถูกชักนำโดยกลุ่มคนการเงิน ไม่ใช่คนค้าทอง เหมือนเช่นในอดีต สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองประจำวันที่ 26 พฤศจิกายน 2552 เมื่อเวลา 10.43 น. ราคาทองคำแท่งรับซื้อคืนบาทละ 18,700 ขายออก 18,800 ทองรูปพรรณรับซื้อคืนบาทละ 18,434.56 บาท ขายออก 19,200 ทำสถิติใหม่เข้าใกล้ 20,000 บาทแล้ว นักวิเคราะห์การลงทุนระบุว่า ราคาทองคำในตลาดโลกยังคงเป็นตลาดกระทิง ซึ่งจะทำให้ราคาทองคำในไทยมีโอกาสขยับขึ้นไปแตะบาทละ 20,000 บาท หรืออีก 10% จากปัจจุบันประมาณ 18,000 บาท ส่วนราคาในตลาดโลกให้ดูแนวต้านสำคัญที่ 1,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ทั้งนี้ ปัจจัยใหม่ที่ทำให้พื้นฐานราคาทองคำเปลี่ยน ได้แก่ ธนาคารกลางของหลายประเทศที่เปลี่ยนสถานะตนเองจากผู้ขายมาเป็นผู้ซื้อในตลาด เพื่อป้องกันความเสี่ยงของมูลค่าสินทรัพย์ในทุนสำรองระหว่างประเทศที่อาจลดลง เรียกว่า ทองคำถูกจัดให้เป็น Wealth Protection ที่สำคัญแล้ว นอกจากนี้ ภาวะวิกฤตการเงินโลกที่เกิดขึ้น ส่งผลให้ค่าเงินสกุลหลักของหลายประเทศ มีความผันผวนมาก บริษัทเอกชนต่างๆ สถาบันการเงิน เฮดจ์ฟันด์ บริษัทข้ามชาติ หรือแม้แต่นักลงทุนรายย่อย ก็หลั่งไหลเข้าหาทองคำกันมากมาย จึงเป็นปัจจัยเชิงจิตวิทยาที่นำราคาทองคำพุ่งขึ้นไปไม่หยุด นักวิเคราะห์การลงทุนกล่าวว่า ภาวะทองคำที่พุ่งไม่หยุด เนื่องจากตลาดในขณะนี้ ถูกชักนำโดยกลุ่มคนการเงิน ไม่ใช่คนค้าทองเหมือนเมื่อก่อน สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนในตอนนี้ คือ ขนาดของตลาดโกลด์ฟิวเจอร์สได้พุ่งขึ้นแซงหน้าตลาดทองคำแท่งไปแล้ว และมีการขยายตัวในอัตราที่น่ากลัว “ตลาดเทรดโกลด์ฟิวเจอร์สของต่างประเทศมูลค่าสูงถึง 50-60 เท่าของทองคำแท่งจริง แต่ในส่วนของตลาดโกลด์ฟิวเจอร์สในประเทศไทยเพิ่งตั้งปีนี้ ตอนนี้ตลาดก็พุ่งขึ้นมาคู่คี่กับทองคำแท่ง โดยปริมาณโกลด์ฟิวเจอร์สที่เล่นกัน วันละ 2,500 คู่สัญญา และถ้าธนาคารกลางแต่ละประเทศต้องการถือทองเพิ่มขึ้น ก็จะเป็นดีมานด์ที่แท้จริงได้ อย่างไรก็ตาม เวลาที่เก็งกำไรทองกันสูงมากเกินก็มีโอกาสที่เฮดจ์ฟันด์ย้ายไปเล่นเก็งกำไรน้ำมันแทน” อย่างไรก็ตาม หากมุมมองเปลี่ยนแปลงไป มีความเป็นไปได้ที่จะทำให้ราคาทองปรับตัวลงไปแรง หมายความว่า เศรษฐกิจโลกต้องกลับมาสู่ภาวะสมดุลเศรษฐกิจเข้มแข็งมากจนทำให้ทุกประเทศกลับไปหาสินทรัพย์ตัวอื่นแทนทองคำ ตามกลไกตลาด ก็อาจทำให้ราคาทองคำปรับลดลงได้ นอกจากนี้ สิ่งที่ยืนยันได้ชัดเจนช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ คือ สินค้าทองคำได้ให้ความมั่งคงแข็งแกร่งในทุกมิติ และสร้างความมั่งคั่งได้ แต่ปัญหาสำคัญในตลาดทองคำเวลานี้ คือ ปริมาณความต้องการเทียมสูงกว่าความต้องการที่แท้จริง สะท้อนในตลาดโกลด์ฟิวเจอร์ส กลุ่มนักลงทุนต้องการลงทุนในทองเพื่อเก็งกำไร เช่น สถาบันการเงิน เพื่อเอากำไรส่วนต่าง แต่ไม่ต้องการซื้อทองเก็บ ดังนั้น ประเด็นสำคัญที่สุด ได้แก่ การที่ธนาคารกลางของประเทศต่างๆ เปลี่ยนท่าทีต่อการลงทุนในทองคำเพื่อลดความเสี่ยงหรือไม่ ถ้าหากสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไป นักลงทุนก็ต้องรีบหันกลับทิศทางการลงทุนในทันที

ที่มา:http://www.manager.co.th/Business/default.html

คำถาม

1.จากบทความปัจจัยใดที่ทำให้ราคาพื้นฐานทองเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ณ ปัจจุบัน

2.สภาพตลาดโกลด์ฟิวเจอร์สในประเทศไทยในปีนี้มีสภาพสถานการณ์เป็นเช่นไร

3. นักวิเคราะห์การลงทุนกล่าวว่า ภาวะทองคำที่พุ่งไม่หยุด เนื่องจากตลาดในขณะนี้ ถูกชักนำโดยกลุ่มคนใด