วันพฤหัสบดีที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2552

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุครึ่งปีหลัง 2552 ธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลแนวโน้มดี

จัดทำบทความโดย นางสาววรรณดี เมตไตรพันธ์ เลขทะเบียน 4902100325
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย รายงานว่า ในไตรมาส 2 ปี 2552 ธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคล ยังคงได้รับผลกระทบอย่างหนักจากวิกฤตเศรษฐกิจที่ชะลอตัวอย่างรุนแรง โดยเฉพาะปัญหาการเลิกจ้างงานที่ยังคงมีอย่างต่อเนื่องในบางภาคธุรกิจ ซึ่งได้ส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องของผู้บริโภคบางกลุ่ม ทำให้ไม่สามารถผ่อนชำระสินเชื่อต่อไปได้ จะเห็นได้จากรายงานภาพรวมจำนวนบัญชีสินเชื่อส่วนบุคคลของธนาคารแห่งประเทศไทย พบว่า ในไตรมาส 2 ปี 2552 มีปริมาณบัญชีทั้งสิ้น 9,147,561 บัญชี หดตัวร้อยละ 18.3 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แย่ลงกว่าที่หดตัวร้อยละ 15.5 ในไตรมาสแรก และที่หดตัวร้อยละ 4.7 ในปี 2551 ในขณะที่ตัวเลขยอดคงค้างสินเชื่อส่วนบุคคลทั้งระบบในไตรมาส 2 ของปี 2552 มีมูลค่าประมาณ 222,396 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 0.5 ชะลอลงจากที่ขยายตัวร้อยละ 4.9 ในไตรมาสแรก และลดลงจากที่ขยายตัวร้อยละ 8.2 ในปี 2551
สำหรับแนวโน้มธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลในช่วงที่เหลือของปี 2552 คาดว่าน่าจะปรับตัวในทิศทางที่ดีขึ้นกว่าในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ ทั้งนี้จากการรายงานตัวเลขเศรษฐกิจล่าสุดในเดือนมิถุนายน ที่ผ่านมา ของธนาคารแห่งประเทศไทย ที่แสดงให้เห็นว่าภาพรวมของเศรษฐกิจไทยเริ่มสะท้อนให้เห็นถึงสัญญาณเชิงบวก ประกอบกับตัวเลขการว่างงานในเดือนมิถุนายน ลดลงเหลือร้อยละ 1.4 ปรับตัวดีขึ้นจากร้อยละ 1.7 ในเดือนพฤษภาคม ที่ผ่านมา ทำให้คาดว่าแนวโน้มของเศรษฐกิจไทยในช่วงต่อไปน่าจะปรับตัวไปในทิศทางที่ดีขึ้น

โดยมีปัจจัยบวกจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ทำให้คาดว่าธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลน่าจะกลับมาขยายตัวได้ในไตรมาสสุดท้ายของปี โดยจะเป็นไปในลักษณะที่ค่อยเป็นค่อยไป เนื่องจากเศรษฐกิจไทยยังคงมีความเสี่ยงสูง ที่อาจจะส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ อาทิ หากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกมีความล่าช้าออกไป และปัญหาความไม่สงบทางการเมือง อาจจะส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย และรายได้ของผู้บริโภคด้วย ก็ยังคงเป็นตัวแปรสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลในระยะที่เหลือของปีนี้เช่นกัน
ในขณะที่แนวโน้มการแข่งขันในธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลครึ่งหลังปี 2552 ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ผู้ประกอบการธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลอาจจะเริ่มกลับมาทำตลาดมากขึ้นตามสัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ซึ่งผู้ประกอบการจะยังคงใช้กลยุทธ์การเข้าหาลูกค้า โดยการกระจายจุดให้บริการสินเชื่อให้ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้อย่างทั่วถึง รวมถึงการปรับผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน เช่น ระยะเวลาการผ่อนชำระนานขึ้น เป็นต้น แต่เนื่องจากสินเชื่อส่วนบุคคลเป็นสินเชื่อที่ไร้หลักทรัพย์ค้ำประกัน ซึ่งจัดว่าเป็นสินเชื่อที่มีความเสี่ยงค่อนข้างสูง ทำให้ธนาคารพาณิชย์ และ Non-bank ยังคงระมัดระวังในการอนุมัติสินเชื่อ

โดยผู้ประกอบการบางรายยังคงไม่ปรับลดเกณฑ์เงินเดือนขั้นต่ำลง (ก่อนวิกฤตเศรษฐกิจ จากเดิมที่ผู้ประกอบการบางรายเน้นกลุ่มลูกค้าที่มีรายได้ไม่ต่ำกว่า 7,000 บาทต่อเดือน หรือน้อยกว่านั้น ได้ถูกปรับขึ้นมาเป็นรายได้ไม่ต่ำกว่า 10,000 บาทต่อเดือน หรือสูงกว่า) ขณะที่การอนุมัติวงเงินของสินเชื่อในส่วนของผู้ขอสินเชื่อใหม่ยังคงอยู่ในสัดส่วนที่ไม่สูงนัก เช่น จากเดิมที่อนุมัติไม่เกิน 5 เท่าของรายได้ โดยเปลี่ยนมาเป็นไม่เกิน 3 เท่าของรายได้ รวมถึงผู้ประกอบการยังคงเลือกเจาะกลุ่มลูกค้าที่มีอาชีพที่มีความเสี่ยงต่ำ เป็นต้น ทำให้การฟื้นตัวของสินเชื่อส่วนบุคคล น่าจะเกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป จนกว่าผู้ประกอบการจะเชื่อมั่นว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและภาวะการจ้างงานมีความแข็งแกร่งกลับคืนมาแล้ว

คำถาม
1.จากการรายงานตัวเลขเศรษฐกิจล่าสุดในเดือนมิถุนายนแสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจเป็นอย่างไร
2.แนวโน้มของเศรษฐกิจไทยในช่วงต่อไปจะปรับตัวไปในทิศทางที่ดีขึ้นจากปัจจัยใด
3. ครึ่งหลังปี 2552 ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ผู้ประกอบการธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลอาจทำการตลาดมากขึ้นโดยใช้กลยุทธ์ใด


ที่มา: http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/finance/research/20090813/68395/ธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลครึ่งหลังปี-52-ส่อแววรุ่ง.html

วันพฤหัสบดีที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2552

ธปท.คาดสินเชื่อปี53ขยายตัวบวก5-9%

จัดทำโดย นางสาวสรารัตน์ อัฒจักร เลขทะเบียน 4902100292

นายบัณฑิต นิจถาวร รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึงแนวโน้มสินเชื่อปี 2553 ว่า การปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ในปีหน้าจะอยู่ในช่วงขาขึ้นหรือกลับมาเป็นบวกได้ เห็นได้จากตัวเลขยอดการปล่อยสินเชื่อ ล่าสุดเดือน ตุลาคมที่ผ่านมาพบว่า ขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.2 เทียบจากระยะเดียวของปีก่อน และเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน ร้อยละ 0.4 หลังจากที่ 9 เดือนแรกของปีนี้การปล่อยสินเชื่อชะลอตัวลงต่อเนื่อง ตามภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจต่อไป ทั้งนี้ สินเชื่อจะขยายตัวกลับมาเป็นบวกได้จะจากแรงผลักดันจาก 3 ปัจจัย คือ

1.สภาพคล่องที่มีมากถึง 5 เท่าของสภาพคล่องที่ต้องดำรง ซึ่งเพียงพอเพื่อธนาคารพาณิชย์ดูแลภาคธุรกิจให้เดินต่อไปได้
2.ระดับของหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ในขณะนี้ไม่ได้เพิ่มขึ้น ล่าสุด เดือนกันยายน พบว่าเอ็นพีแอลของสถาบันการเงินอยู่ที่ ร้อยละ 5.3 ซึ่งเป็นระดับที่เท่ากับสิ้นปี 2551 ทำให้ธนาคารพาณิชย์มีความพร้อมและมีแรงจูงในที่จะปล่อยสินเชื่อมากขึ้น
และ 3.ภาวะจากการแข่งขัน โดยคาดว่าธนาคารพาณิชย์จะเร่งปล่อยสินเชื่อให้กับสินเชื่ออุปโภคบริโภค ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) และสินเชื่อที่เกี่ยวกับการใช้จ่ายของภาครัฐมากขึ้น ซึ่งจะมีส่วนผลักดันให้ธนาคารพาณิชย์เร่งปล่อยสินเชื่อได้ต่อไป

“คาดว่าการปล่อยสินเชื่อในปีหน้าจะเป็นบวกได้ จากปีนี้ทั้งปีที่คาดว่าสินเชื่อจะหดตัว ซึ่งสอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจในปีหน้า และสอดคล้องกับการประเมินของธนาคารพาณิชย์ที่คาดว่าสินเชื่อปี 2553จะเป็นบวกหรือจะขยายตัวได้ร้อยละ 5-9 ด้วย” นายบัณฑิตกล่าว
ส่วนการที่ธนาคารกรุงไทย ได้ออกเงินฝากประจำ 3 เดือน โดยให้อัตราดอกเบี้ย ร้อยละ 4 นั้น สะท้อนว่าบางธนาคารคงเตรียมสภาพคล่องของตนไว้ เพื่อให้เพียงพอที่จะแข่งขันในปีหน้า จากที่คาดกันว่าสินเชื่อจะสามารถเติบโตได้ ตามที่ภาวะเศรษฐกิจที่ปรับตัวดีขึ้น
“ไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจที่จะเห็นบางธนาคารจะมีการแข่งขันออกมาให้ดอกเบี้ยสูง ซึ่งคิดว่าภาวะการแข่งขันระดมเงินฝาก เพื่อเตรียมปล่อยสินเชื่อต่อไป แต่ยังไม่ได้เป็นการส่งสัญญาณว่าดอกเบี้ยจะเริ่มเข้าสู่ขาขึ้น เพราะเป็นการขึ้นดอกเบี้ยเพียงธนาคารเดียวและคิดว่าเป็นช่วงสั้นเท่านั้น” นายบัณฑิต กล่าว




คำถาม

1. สินเชื่อจะกลับมาขยายตัวเป็นบวกได้จากแรงผลักดัน 3 ปัจจัย คืออะไรบ้าง

2. แนวโน้มสินเชื่อในปี 2553 จะเป็นอย่างไร

3. ธนาคารกรุงไทยมีมาตรการสินเชื่อในปี 2553 อย่างไร

วันเสาร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

ไขปริศนาราคาทองพุ่งไร้ลิมิต ตลาดเปลี่ยนมือ-ธนาคารกลางเล่นเอง

จัดทำโดย:นางสาว วีณา ประชาธิรัตน์ เลขทะเบียน 4902100295

วันอาทิตย์ 29/11/2009

ราคาทองยังพุ่งไม่หยุด ล่าสุดแตะ 19,200 บาท คาดมีโอกาสทะลุ 20,000 บาท โดยมีแนวต้านในตลาดโลกที่ระดับราคา 1,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์ นักวิเคราะห์การลงทุน ชี้ ปัจจัยใหม่ที่ทำให้พื้นฐานราคาทองคำเปลี่ยน ได้แก่ ธนาคารกลางหลายประเทศ เปลี่ยนสถานะจากผู้ขายมาเป็นผู้ซื้อในตลาด เพื่อป้องกันความเสี่ยงของมูลค่าสินทรัพย์ในทุนสำรองระหว่างประเทศที่อาจลดลง ชี้ภาวะตลาดในขณะนี้ ถูกชักนำโดยกลุ่มคนการเงิน ไม่ใช่คนค้าทอง เหมือนเช่นในอดีต สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองประจำวันที่ 26 พฤศจิกายน 2552 เมื่อเวลา 10.43 น. ราคาทองคำแท่งรับซื้อคืนบาทละ 18,700 ขายออก 18,800 ทองรูปพรรณรับซื้อคืนบาทละ 18,434.56 บาท ขายออก 19,200 ทำสถิติใหม่เข้าใกล้ 20,000 บาทแล้ว นักวิเคราะห์การลงทุนระบุว่า ราคาทองคำในตลาดโลกยังคงเป็นตลาดกระทิง ซึ่งจะทำให้ราคาทองคำในไทยมีโอกาสขยับขึ้นไปแตะบาทละ 20,000 บาท หรืออีก 10% จากปัจจุบันประมาณ 18,000 บาท ส่วนราคาในตลาดโลกให้ดูแนวต้านสำคัญที่ 1,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ทั้งนี้ ปัจจัยใหม่ที่ทำให้พื้นฐานราคาทองคำเปลี่ยน ได้แก่ ธนาคารกลางของหลายประเทศที่เปลี่ยนสถานะตนเองจากผู้ขายมาเป็นผู้ซื้อในตลาด เพื่อป้องกันความเสี่ยงของมูลค่าสินทรัพย์ในทุนสำรองระหว่างประเทศที่อาจลดลง เรียกว่า ทองคำถูกจัดให้เป็น Wealth Protection ที่สำคัญแล้ว นอกจากนี้ ภาวะวิกฤตการเงินโลกที่เกิดขึ้น ส่งผลให้ค่าเงินสกุลหลักของหลายประเทศ มีความผันผวนมาก บริษัทเอกชนต่างๆ สถาบันการเงิน เฮดจ์ฟันด์ บริษัทข้ามชาติ หรือแม้แต่นักลงทุนรายย่อย ก็หลั่งไหลเข้าหาทองคำกันมากมาย จึงเป็นปัจจัยเชิงจิตวิทยาที่นำราคาทองคำพุ่งขึ้นไปไม่หยุด นักวิเคราะห์การลงทุนกล่าวว่า ภาวะทองคำที่พุ่งไม่หยุด เนื่องจากตลาดในขณะนี้ ถูกชักนำโดยกลุ่มคนการเงิน ไม่ใช่คนค้าทองเหมือนเมื่อก่อน สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนในตอนนี้ คือ ขนาดของตลาดโกลด์ฟิวเจอร์สได้พุ่งขึ้นแซงหน้าตลาดทองคำแท่งไปแล้ว และมีการขยายตัวในอัตราที่น่ากลัว “ตลาดเทรดโกลด์ฟิวเจอร์สของต่างประเทศมูลค่าสูงถึง 50-60 เท่าของทองคำแท่งจริง แต่ในส่วนของตลาดโกลด์ฟิวเจอร์สในประเทศไทยเพิ่งตั้งปีนี้ ตอนนี้ตลาดก็พุ่งขึ้นมาคู่คี่กับทองคำแท่ง โดยปริมาณโกลด์ฟิวเจอร์สที่เล่นกัน วันละ 2,500 คู่สัญญา และถ้าธนาคารกลางแต่ละประเทศต้องการถือทองเพิ่มขึ้น ก็จะเป็นดีมานด์ที่แท้จริงได้ อย่างไรก็ตาม เวลาที่เก็งกำไรทองกันสูงมากเกินก็มีโอกาสที่เฮดจ์ฟันด์ย้ายไปเล่นเก็งกำไรน้ำมันแทน” อย่างไรก็ตาม หากมุมมองเปลี่ยนแปลงไป มีความเป็นไปได้ที่จะทำให้ราคาทองปรับตัวลงไปแรง หมายความว่า เศรษฐกิจโลกต้องกลับมาสู่ภาวะสมดุลเศรษฐกิจเข้มแข็งมากจนทำให้ทุกประเทศกลับไปหาสินทรัพย์ตัวอื่นแทนทองคำ ตามกลไกตลาด ก็อาจทำให้ราคาทองคำปรับลดลงได้ นอกจากนี้ สิ่งที่ยืนยันได้ชัดเจนช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ คือ สินค้าทองคำได้ให้ความมั่งคงแข็งแกร่งในทุกมิติ และสร้างความมั่งคั่งได้ แต่ปัญหาสำคัญในตลาดทองคำเวลานี้ คือ ปริมาณความต้องการเทียมสูงกว่าความต้องการที่แท้จริง สะท้อนในตลาดโกลด์ฟิวเจอร์ส กลุ่มนักลงทุนต้องการลงทุนในทองเพื่อเก็งกำไร เช่น สถาบันการเงิน เพื่อเอากำไรส่วนต่าง แต่ไม่ต้องการซื้อทองเก็บ ดังนั้น ประเด็นสำคัญที่สุด ได้แก่ การที่ธนาคารกลางของประเทศต่างๆ เปลี่ยนท่าทีต่อการลงทุนในทองคำเพื่อลดความเสี่ยงหรือไม่ ถ้าหากสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไป นักลงทุนก็ต้องรีบหันกลับทิศทางการลงทุนในทันที

ที่มา:http://www.manager.co.th/Business/default.html

คำถาม

1.จากบทความปัจจัยใดที่ทำให้ราคาพื้นฐานทองเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ณ ปัจจุบัน

2.สภาพตลาดโกลด์ฟิวเจอร์สในประเทศไทยในปีนี้มีสภาพสถานการณ์เป็นเช่นไร

3. นักวิเคราะห์การลงทุนกล่าวว่า ภาวะทองคำที่พุ่งไม่หยุด เนื่องจากตลาดในขณะนี้ ถูกชักนำโดยกลุ่มคนใด

วันเสาร์ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

จับตาราคาน้ำมัน-การเมืองฉุดตลาดหุ้นไทยลดลงสัปดาห์หน้า

จัดทำโดย...นางสาววรัญญา จับแก้ว เลขทะเบียน 4902100321

จับตาราคาน้ำมัน-การเมืองฉุดตลาดหุ้นไทยลดลงสัปดาห์หน้า

บริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัดระบุความเคลื่อนไหวตลาดหุ้นรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยรวมถือว่าตลาดหุ้นไทยปิดต่ำสุดในรอบกว่า 2 สัปดาห์ โดยในสัปดาห์ที่ผ่านมา ดัชนีหุ้นไทยปิดที่ 695.25 จุด ปรับตัวลดลงร้อยละ 0.44 จาก 698.33 จุดในสัปดาห์ก่อน แต่พุ่งขึ้นร้อยละ 54.51 จากสิ้นปี 2551 ขณะที่มูลค่าการซื้อขายรวมทั้งสัปดาห์ลดลงร้อยละ 23.30 จาก 106,470.13 ล้านบาทในสัปดาห์ก่อนหน้า มาอยู่ที่ 81,658.08 ล้านบาท คิดเป็นมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันที่ลดลงจาก 21,294.03 ล้านบาทในสัปดาห์ก่อน มาอยู่ที่ 16,331.62 ล้านบาท
โดยนักลงทุนต่างชาติและบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ขายสุทธิที่ 2,338.06 ล้านบาท และ 928.92 ล้านบาท ตามลำดับ ขณะที่นักลงทุนรายย่อยและนักลงทุนสถาบันซื้อสุทธิที่ 2,236.45 ล้านบาท และ 1,030.54 ล้านบาท ตามลำดับ ส่วนตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ ปิดที่ 214.23 จุด ขยับลงร้อยละ 0.09 จาก 214.43 จุดในสัปดาห์ก่อน แต่พุ่งขึ้นร้อยละ 31.49 จากสิ้นปีก่อน
สำหรับแนวโน้มในสัปดาห์หน้าตั้งแต่วันที่ 23-27 พ.ย. 52 บริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด มองว่า ดัชนีน่าจะยังคงปรับตัวผันผวน ขณะที่นักลงทุนยังกังวลเรื่องกรณีมาบตาพุดที่ยังมีความยืดเยื้อ รวมถึงปัจจัยการเมืองในประเทศ นอกจากนี้ ยังต้องติดตามการรายงานตัวเลขจีดีพีไตรมาส 3/2552 โดย สศช.ที่จะแถลงข่าวในวันที่ 23 พ.ย.นี้ ส่วนปัจจัยในต่างประเทศที่ต้องจับตา ได้แก่ ความเคลื่อนไหวของราคาน้ำมัน และทิศทางตลาดหุ้นภูมิภาค ตลอดจนการรายงานตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐ
อาทิ ดัชนีราคาบ้านเดือน ก.ย.ในวันอังคาร และยอดขายบ้านใหม่เดือน ต.ค.ในวันพุธ ทั้งนี้ บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด คาดว่า ดัชนีจะมีแนวรับที่ 684 และ 660 จุด ขณะที่แนวต้านคาดว่าจะอยู่ที่ 709 และ 718 จุด ตามลำดับ


ที่มา
http://news.sanook.com/economic/

คำถาม
1. สัปดาห์หน้าตั้งแต่วันที่ 23-27 พ.ย. 52 บริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด มองว่า ดัชนียังคงเป็นอย่างไร
2. บริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัดระบุความเคลื่อนไหวตลาดหุ้นรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยรวมถือว่าตลาดหุ้นไทยเป็นอย่างไร
3. ดัชนีหุ้นไทยปิดที่กี่จุด ปรับตัวลดลงร้อยละเท่าไรจากเท่าไรจุดในสัปดาห์ก่อน